คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2549 ฉบับเต็ม

#267606
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2549 องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง กับพวก โจทก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 132, มาตรา 142, มาตรา 172, มาตรา 225 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 46, มาตรา 290 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45 บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 290 และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 แสดงให้เห็นว่า ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตหาดมาหยาที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 46 ยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งเป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่และอาศัยอยู่บริเวณรอบอ่าวมาหยายื่นฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ จึงไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้ว โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิดทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมแม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไร ถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร อันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหาย หรือเกิดมลพิษอย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อนี้ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอน มีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้ว การเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคำขอดังกล่าวต่อไป ___________________________ โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแลจัดการ และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 เป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ และอาศัยอยู่บริเวณรอบอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เป็นผู้มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพในเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว รวมทั้งมีสิทธิที่จะฟ้องร้องหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และกฎหมายอื่น ๆ ทีเกี่ยวข้องที่จะต้องคุ้มครอง ดูแล รักษา พื้นที่ที่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชนอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน จำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนและเป็นผู้แทนตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี ให้คงอยู่สภาพเดิมตามธรรมชาติตามกฎหมาย จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 4 รวมทั้งบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช เข้าไปตกแต่งเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา และปลูกต้นมะพร้าวหรือพืชอื่น ๆ บนเกาะพีพีเลเพื่อประโยชน์ในการถ่ายทำภาพยนต์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดิม โดยให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดังกล่าวผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมการดำเนินการเพื่อใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกันปรับปรุงตกแต่งเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี โดยการใช้รถแบ็กโฮ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ขุดสร้าง แผ้วถางปรับทำการให้เป็นอันตราย และทำลายพื้นที่สันทรายในบริเวณหาดมาหยา ทำการขนย้ายพืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติออกไปเพื่อนำต้นมะพร้าวเข้าไปปลูก รวมทั้งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายหาดดังกล่าว อันเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจังหวัดกระบี่ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 43 และมาตรา 44 ซึ่งกำหนดความรับผิดไว้ในมาตรา 97 และตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมซึ่งออกตามความในมาตรา 45 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และเป็นการใช้สิทธิซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 26 และมาตรา 59 จำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำการใด ๆ ในอุทยานแห่งชาติได้เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมไว้ตลอด ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ในการอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปปรับปรุงตกแต่งพื้นที่เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์จึงเป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง การที่จำเลยที่ 3 แต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นผู้ตรวจสอบควบคุมการปรับปรุงตกแต่งพื้นที่หาใช่การปฏิบัติการไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพื้นที่และเพื่ออำนวยความสะดวกในการทัศนาจร หรือการพักอาศัยหรือเพื่ออำนวยความปลอดภัย หรือให้ความรู้แก่ประชาชนตามกฎหมาย แต่เป็นการอำนวยความสะดวกในการถ่ายทำภาพยนตร์เท่านั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจกระทำได้ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 5 ยังฝ่าฝืนข้อบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการให้สินบนในต่างประเทศตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง ทำให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ ดิน หิน กรวด ทราย รวมทั้งต้นไม้ ใบไม้ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา เกาะพีพี ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันให้ได้รับความเสียหาย และมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า และประชาชนในการไม่ได้รับการศึกษาและความรื่นรมย์ตามธรรมชาติ จากการที่บริเวณชายหาดอ่าวมาหยามีการปรับปรุงพื้นที่โดยปลูกต้นมะพร้าวถึง 100 ต้น และทำไร่กัญชาบนเกาะ แม้จะต้องนำออกเมื่อถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จก็จะสร้างปัญหาให้ผู้มาเยือนในภายหลังว่าไม่เห็นต้นมะพร้าว ทำให้ถูกมองว่าไม่อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งผลิตกัญชา เมื่อสภาพธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากถูกจำเลยทั้งห้าโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้องคดีได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 56 วรรคท้าย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิพากษาว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกันให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใด ๆ เพื่อกระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยา ให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ คณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ได้อนุมัติให้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชได้ จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งคณะทำงานด้านวิชาการพิจารณาข้อเสนอของจำเลยที่ 4 ว่าจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของเกาะหรือไม่ และข้อดีข้อเสีย ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีแผนปรับปรุงบริเวณอ่าวมาหยาอยู่แล้ว จึงอาศัยอำนาจตามระเบียบอนุมัติโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 ให้ทำการปรับปรุงพื้นที่ชายหาดมาหยาโดยการสนับสนุนของจำเลยที่ 4 พร้อมทั้งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถ่ายทำภาพยนตร์โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่เมื่อมีผู้คัดค้าน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดมาตรการเกี่ยวกับปรับปรุงบริเวณเกาะขึ้นอีกคณะหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำทางวิชาการสำหรับการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดวิธีการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม จากการตรวจสอบคณะกรรมการมีความเห็นว่าการถ่ายทำภาพยนตร์อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่มิใช่อยู่ในวิสัยที่เป็นผลกระทบรุนแรงเกินกว่าจะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ น่าจะอนุญาตได้ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงในการอนุญาตเพิ่มเติมขึ้น จำเลยที่ 4 ได้ปรับปรุงฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาและถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 จึงแล้วเสร็จ โดยใช้พื้นที่เพียง 2 งานเท่านั้น และได้ปรับปรุงให้กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว โดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยมีมติให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดี โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 มิใช่บุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ทั้งมิได้อยู่อาศัยบริเวณรอบอ่าวมาหยาเพราะเกาะพีพีเลอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดกระบี่ประมาณ 40 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว การอนุญาตให้เข้าถ่ายทำภาพยนตร์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสิบเก้าและมิได้มีการอนุญาตให้ปลูกกัญชาหรืออนุญาตให้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้ข้อมูลข่าวสาร คำชี้แจงและเหตุผลของการอนุญาตต่อสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป ทั้งรับฟังความคิดเห็นตลอดมา การถ่ายทำภาพยนตร์จำเลยที่ 4 ต้องชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบและต้องนำหลักประกันจำนวน 5,000,000 บาท มาวางไว้จนกว่าจะปรับปรุงฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนสู่ปกติ และจำเลยที่ 4 ตกลงมอบเงิน 4,000,000 บาท ให้เป็นรายได้ของอุทยานเพื่อใช้จ่ายในการบริหารและบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 เข้าไปฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาถ่ายทำภาพยนตร์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่างไร เป็นจำนวนเงินค่าเสียหายเท่าใด หรือต้องใช้เงินในการฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาให้คืนสภาพเดิมเป็นจำนวนเท่าใด จึงต้องวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมและไม่มีเหตุผล จำเลยที่ 4 ได้ปรับปรุงฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล และถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า การฟ้องคดีของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ผ่านมติของคณะกรรมการก่อน และโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 มิใช่บุคคลในท้องถิ่นดั้งเดิม และไม่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 5 และของบริษัทผู้ถ่ายทำภาพยนตร์จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 4 ไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ 5 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชายหาด หรือทำให้เสื่อมสภาพธรรมชาติเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์บนเกาะพีพีเล การได้รับอนุญาตเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นโมฆะ การดำเนินการต่าง ๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยการปรับปรุงเป็นไปตามข้อตกลงที่มีอยู่ทุกขั้นตอน ทั้งเป็นการปรับปรุงเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติด้วย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิใด ๆ ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายว่าจำเลยแต่ละคนกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบเก้าอย่างไร เสียหายอย่างไร คิดค่าเสียหายเป็นเงินหรือมูลค่าเท่าใด จึงเรียกเงินประกันความเสียหายถึง 100,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ แต่รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและถูกโต้แย้งสิทธิ์ ข้อตกลงในการอนุญาตให้เข้าถ่ายทำภาพยนตร์จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ด้วย การปรับปรุงหาดมาหยากระทำโดยได้รับอนุญาตแล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อสภาพธรรมชาติของหาด การปรับปรุงหาดมาหยาและการถ่ายทำภาพยนตร์ตามฟ้องได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีอีกต่อไป ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสิบเก้าเสีย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องให้งดสืบพยาน เนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้า ไม่อาจก่อให้เกิดสภาพบังคับได้เพราะขณะที่โจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ และการปรับปรุงอ่าวมาหยาและถ่ายทำภาพยนตร์ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ฟื้นฟูอ่าวมาหยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามข้อตกลง และจำเลยที่ 3 ได้คืนหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว โจทก์ทั้งสิบเก้าคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสิบเก้าและพยานจำเลยทั้งห้าและพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสิบเก้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ โจทก์ทั้งสิบเก้า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 คำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่อนุญาตให้บริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช บนอ่าวมาหยาตามเอกสารหมาย จ.8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ดังนี้ มาตรา 290 เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ (1) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ (2) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน (3) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายสภาตำบลอาจดำเนินกิจการภายในตำบลดังต่อไปนี้... (4) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม... กับพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45 บัญญัติว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังต่อไปนี้... (7) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นว่าทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ จะเห็นได้ว่า คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" ยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ ดังนั้นยังไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้ว โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ดังนั้นโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงไม่มีสิทธิฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นโดยชัดแจ้งซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุม โดยศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แต่วินิจฉัยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ใหม่ ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไป แสดงว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้แล้วว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญ เพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิด ทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิม แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไร ถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร อันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหาย หรือเกิดมลพิษอย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าในข้อ 4 นั้น โจทก์ทั้งสิบเก้าต้องการให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยุติการถ่ายทำภาพยนตร์ทันที เพราะขณะโจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้องนั้น ระยะเวลาที่ถ่ายทำภาพยนตร์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อระหว่างพิจารณาปรากฏว่าภาพยนตร์ได้ถ่ายทำเสร็จแล้วประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 คำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 3 ไม่อาจบังคับต่อไป และคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ก็ดำเนินการเสร็จสิ้นจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกันคือหนังสือค้ำประกันธนาคารจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 5 ไปแล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าข้อ 4 จึงตกไปด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้เป็นไปตามสภาพเดิมแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปสืบพยานตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 จึงไม่เป็นประโยชน์อีก เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาโต้เถียงว่าได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกัน หนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงกันอยู่ว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และจำเลยทั้งห้าได้ปรับปรุงแก้ไขให้กลับคืนตามสภาพเดิมแล้วหรือไม่ ซึ่งควรต้องฟังยุติให้ชัดเจนก่อน ส่วนการคืนหลักประกันให้ ไม่ได้แสดงว่าได้ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนตามสภาพเดิมตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงขัดต่อเหตุผลความเป็นจริง ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 1 ถึง 3 ซึ่งในข้อ 1 ว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาหมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกัน ให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใด ๆ เพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา และในข้อ 3 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยานั้นเป็นประโยชน์ที่ศาลต้องพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปไม่ชอบนั้น เห็นควรวินิจฉัยข้อ 2 ก่อนว่า มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปหรือไม่ เห็นว่า คำขอในข้อนี้เป็นคำขอห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อ 2 นี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคำขอข้อ 2 อีกต่อไปนั้น ชอบแล้ว ส่วนคำขอให้วินิจฉัยคำสั่งในข้อ 1 และข้อ 3 นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนได้ แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนก็เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้ว การเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ดังนั้นคำขอข้อ 1 และข้อ 3 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-วิชัย วิวิตเสวี-พิทักษ์ คงจันทร์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267606
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021911"
    }
}
date
2549
deka_no
5818/2549
deka_running_no
5818
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "พิทักษ์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 132",
            "ม. 142",
            "ม. 172",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "sections": [
            "ม. 46",
            "ม. 290"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 45"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครอง ดูแลจัดการ และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 เป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ และอาศัยอยู่บริเวณรอบอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เป็นผู้มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพในเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว รวมทั้งมีสิทธิที่จะฟ้องร้องหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และกฎหมายอื่น ๆ ทีเกี่ยวข้องที่จะต้องคุ้มครอง ดูแล รักษา พื้นที่ที่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชนอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน จำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนและเป็นผู้แทนตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาพื้นที่อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี ให้คงอยู่สภาพเดิมตามธรรมชาติตามกฎหมาย จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 4 รวมทั้งบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช เข้าไปตกแต่งเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา และปลูกต้นมะพร้าวหรือพืชอื่น ๆ บนเกาะพีพีเลเพื่อประโยชน์ในการถ่ายทำภาพยนต์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดิม โดยให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดังกล่าวผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมการดำเนินการเพื่อใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกันปรับปรุงตกแต่งเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี โดยการใช้รถแบ็กโฮ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ขุดสร้าง แผ้วถางปรับทำการให้เป็นอันตราย และทำลายพื้นที่สันทรายในบริเวณหาดมาหยา ทำการขนย้ายพืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติออกไปเพื่อนำต้นมะพร้าวเข้าไปปลูก รวมทั้งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายหาดดังกล่าว อันเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจังหวัดกระบี่ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 43 และมาตรา 44 ซึ่งกำหนดความรับผิดไว้ในมาตรา 97 และตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมซึ่งออกตามความในมาตรา 45 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และเป็นการใช้สิทธิซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 26 และมาตรา 59 จำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำการใด ๆ ในอุทยานแห่งชาติได้เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการคุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมไว้ตลอด ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ในการอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปปรับปรุงตกแต่งพื้นที่เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์จึงเป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง การที่จำเลยที่ 3 แต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นผู้ตรวจสอบควบคุมการปรับปรุงตกแต่งพื้นที่หาใช่การปฏิบัติการไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพื้นที่และเพื่ออำนวยความสะดวกในการทัศนาจร หรือการพักอาศัยหรือเพื่ออำนวยความปลอดภัย หรือให้ความรู้แก่ประชาชนตามกฎหมาย แต่เป็นการอำนวยความสะดวกในการถ่ายทำภาพยนตร์เท่านั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจกระทำได้ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 5 ยังฝ่าฝืนข้อบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการให้สินบนในต่างประเทศตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง ทำให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ ดิน หิน กรวด ทราย รวมทั้งต้นไม้ ใบไม้ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ชายหาดอ่าวมาหยา เกาะพีพี ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันให้ได้รับความเสียหาย และมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า และประชาชนในการไม่ได้รับการศึกษาและความรื่นรมย์ตามธรรมชาติ จากการที่บริเวณชายหาดอ่าวมาหยามีการปรับปรุงพื้นที่โดยปลูกต้นมะพร้าวถึง 100 ต้น และทำไร่กัญชาบนเกาะ แม้จะต้องนำออกเมื่อถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จก็จะสร้างปัญหาให้ผู้มาเยือนในภายหลังว่าไม่เห็นต้นมะพร้าว ทำให้ถูกมองว่าไม่อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งผลิตกัญชา เมื่อสภาพธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากถูกจำเลยทั้งห้าโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและมีอำนาจฟ้องคดีได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 56 วรรคท้าย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิพากษาว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกันให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใด ๆ เพื่อกระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยา ให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ คณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ได้อนุมัติให้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชได้ จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งคณะทำงานด้านวิชาการพิจารณาข้อเสนอของจำเลยที่ 4 ว่าจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของเกาะหรือไม่ และข้อดีข้อเสีย ประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีแผนปรับปรุงบริเวณอ่าวมาหยาอยู่แล้ว จึงอาศัยอำนาจตามระเบียบอนุมัติโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 ให้ทำการปรับปรุงพื้นที่ชายหาดมาหยาโดยการสนับสนุนของจำเลยที่ 4 พร้อมทั้งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถ่ายทำภาพยนตร์โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่เมื่อมีผู้คัดค้าน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดมาตรการเกี่ยวกับปรับปรุงบริเวณเกาะขึ้นอีกคณะหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำทางวิชาการสำหรับการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกำหนดวิธีการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม จากการตรวจสอบคณะกรรมการมีความเห็นว่าการถ่ายทำภาพยนตร์อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่มิใช่อยู่ในวิสัยที่เป็นผลกระทบรุนแรงเกินกว่าจะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ น่าจะอนุญาตได้ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงในการอนุญาตเพิ่มเติมขึ้น จำเลยที่ 4 ได้ปรับปรุงฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาและถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 จึงแล้วเสร็จ โดยใช้พื้นที่เพียง 2 งานเท่านั้น และได้ปรับปรุงให้กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว โดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยมีมติให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดี โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 มิใช่บุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ทั้งมิได้อยู่อาศัยบริเวณรอบอ่าวมาหยาเพราะเกาะพีพีเลอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดกระบี่ประมาณ 40 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว การอนุญาตให้เข้าถ่ายทำภาพยนตร์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสิบเก้าและมิได้มีการอนุญาตให้ปลูกกัญชาหรืออนุญาตให้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้ข้อมูลข่าวสาร คำชี้แจงและเหตุผลของการอนุญาตต่อสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป ทั้งรับฟังความคิดเห็นตลอดมา การถ่ายทำภาพยนตร์จำเลยที่ 4 ต้องชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบและต้องนำหลักประกันจำนวน 5,000,000 บาท มาวางไว้จนกว่าจะปรับปรุงฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนสู่ปกติ และจำเลยที่ 4 ตกลงมอบเงิน 4,000,000 บาท ให้เป็นรายได้ของอุทยานเพื่อใช้จ่ายในการบริหารและบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 เข้าไปฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาถ่ายทำภาพยนตร์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่างไร เป็นจำนวนเงินค่าเสียหายเท่าใด หรือต้องใช้เงินในการฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยาให้คืนสภาพเดิมเป็นจำนวนเท่าใด จึงต้องวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมและไม่มีเหตุผล จำเลยที่ 4 ได้ปรับปรุงฟื้นฟูสภาพอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล และถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า การฟ้องคดีของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ผ่านมติของคณะกรรมการก่อน และโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 มิใช่บุคคลในท้องถิ่นดั้งเดิม และไม่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวมาหยา เกาะพีพีเล โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 5 และของบริษัทผู้ถ่ายทำภาพยนตร์จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 4 ไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ 5 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชายหาด หรือทำให้เสื่อมสภาพธรรมชาติเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์บนเกาะพีพีเล การได้รับอนุญาตเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นโมฆะ การดำเนินการต่าง ๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยการปรับปรุงเป็นไปตามข้อตกลงที่มีอยู่ทุกขั้นตอน ทั้งเป็นการปรับปรุงเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติด้วย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิใด ๆ ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายว่าจำเลยแต่ละคนกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบเก้าอย่างไร เสียหายอย่างไร คิดค่าเสียหายเป็นเงินหรือมูลค่าเท่าใด จึงเรียกเงินประกันความเสียหายถึง 100,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ แต่รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายและถูกโต้แย้งสิทธิ์ ข้อตกลงในการอนุญาตให้เข้าถ่ายทำภาพยนตร์จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ด้วย การปรับปรุงหาดมาหยากระทำโดยได้รับอนุญาตแล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อสภาพธรรมชาติของหาด การปรับปรุงหาดมาหยาและการถ่ายทำภาพยนตร์ตามฟ้องได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีอีกต่อไป ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสิบเก้าเสีย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องให้งดสืบพยาน เนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้า ไม่อาจก่อให้เกิดสภาพบังคับได้เพราะขณะที่โจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ และการปรับปรุงอ่าวมาหยาและถ่ายทำภาพยนตร์ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ฟื้นฟูอ่าวมาหยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามข้อตกลง และจำเลยที่ 3 ได้คืนหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว โจทก์ทั้งสิบเก้าคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสิบเก้าและพยานจำเลยทั้งห้าและพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสิบเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสิบเก้า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 คำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่อนุญาตให้บริษัทถ่ายทำภาพยนตร์บีช โปรดักชั่น จำกัด ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช บนอ่าวมาหยาตามเอกสารหมาย จ.8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสิบเก้ามิใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 290 เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

(1) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่

(2) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน

(3) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่

และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 23 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายสภาตำบลอาจดำเนินกิจการภายในตำบลดังต่อไปนี้...

(4) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...

กับพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45 บัญญัติว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังต่อไปนี้...

(7) คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นว่าทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 พยายามทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในเขตที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำหรือขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติได้ ซึ่งรวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ได้ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นบุคคลในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดกระบี่ จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

จะเห็นได้ว่า คำว่า "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" ยังไม่มีคำนิยามความหมายหรือขอบเขตที่แน่นอน ทั้งบทบัญญัติมาตรานี้มีเงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายบัญญัติออกมาตามมาตรานี้ เมื่อในขณะที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 ฟ้องยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้บังคับ ดังนั้นยังไม่อาจถือได้ว่ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 แล้ว โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ดังนั้นโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้บรรยายฟ้องให้เห็นโดยชัดแจ้งซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุม โดยศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แต่วินิจฉัยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ใหม่ ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาประเด็นข้อพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสิบเก้าต่อไป แสดงว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้แล้วว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพของโจทก์ทั้งสิบเก้า คำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และให้เพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายถึงการทำละเมิด ค่าเสียหายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่าเท่าใดก็มิใช่ข้อสำคัญ เพราะโจทก์ทั้งสิบเก้ามิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าทำละเมิด ทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าเสียหายโดยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องขอให้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิม แม้โจทก์ทั้งสิบเก้าจะมิได้บรรยายว่าสภาพเดิมตามธรรมชาติของหาดมาหยาเป็นอย่างไร ถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร อันเป็นเหตุให้น้ำ อาหาร อากาศ ชายหาด ต้นไม้ ภูเขา ระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเสียหาย หรือเกิดมลพิษอย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะโจทก์ทั้งสิบเก้าอาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าในข้อ 4 นั้น โจทก์ทั้งสิบเก้าต้องการให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยุติการถ่ายทำภาพยนตร์ทันที เพราะขณะโจทก์ทั้งสิบเก้ายื่นฟ้องนั้น ระยะเวลาที่ถ่ายทำภาพยนตร์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อระหว่างพิจารณาปรากฏว่าภาพยนตร์ได้ถ่ายทำเสร็จแล้วประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2542 คำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 3 ไม่อาจบังคับต่อไป และคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ก็ดำเนินการเสร็จสิ้นจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกันคือหนังสือค้ำประกันธนาคารจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 5 ไปแล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเก้าข้อ 4 จึงตกไปด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้เป็นไปตามสภาพเดิมแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปสืบพยานตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 จึงไม่เป็นประโยชน์อีก เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทบต่อสิทธิประโยชน์และคุณภาพชีวิตของโจทก์ทั้งสิบเก้า โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาโต้เถียงว่าได้ปรับปรุงหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมจนจำเลยที่ 3 คืนหลักประกัน หนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลยที่ 5 แล้ว จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงกันอยู่ว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และจำเลยทั้งห้าได้ปรับปรุงแก้ไขให้กลับคืนตามสภาพเดิมแล้วหรือไม่ ซึ่งควรต้องฟังยุติให้ชัดเจนก่อน ส่วนการคืนหลักประกันให้ ไม่ได้แสดงว่าได้ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนตามสภาพเดิมตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงขัดต่อเหตุผลความเป็นจริง ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 1 ถึง 3 ซึ่งในข้อ 1 ว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาหมู่เกาะพีพี เป็นโมฆะ เพราะเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันวางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่วางเงินประกัน ให้ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำการใด ๆ เพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา และในข้อ 3 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำการถ่ายทำภาพยนตร์บริเวณชายหาดมาหยานั้นเป็นประโยชน์ที่ศาลต้องพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปไม่ชอบนั้น เห็นควรวินิจฉัยข้อ 2 ก่อนว่า มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไปหรือไม่ เห็นว่า คำขอในข้อนี้เป็นคำขอห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยกระทำการใดเพื่อกระทำการปรับปรุง ตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยา หากไม่วางเงินประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 100,000,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำการปรับปรุงตกแต่งบริเวณอ่าวมาหยาไปแล้ว และได้ถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยทั้งได้ออกไปจากบริเวณอ่าวมาหยาแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งห้าปฏิบัติตามคำขอข้อ 2 นี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคำขอข้อ 2 อีกต่อไปนั้น ชอบแล้ว

ส่วนคำขอให้วินิจฉัยคำสั่งในข้อ 1 และข้อ 3 นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนได้ แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าไปถ่ายภาพยนตร์บริเวณอ่าวมาหยาไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนก็เพื่อมิให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในบริเวณหาดมาหยา แต่เมื่อจำเลยที่ 5 เข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ตามใบอนุญาตเสร็จเรียบร้อยจนนำออกฉายทั่วโลกแล้ว การเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่บังเกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ดังนั้นคำขอข้อ 1 และข้อ 3 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 19 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000729.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549