คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 937/2549 ฉบับเต็ม

#267665
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 937/2549 บริษัทอินเตอร์ ฟาร์อิสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสุธิดา ทัพวงษ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือ ผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือ ผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงให้ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 หรือจำเลยได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงจากผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 อันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 ระหว่างเวลา 14 ถึง 17.30 นาฬิกา จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวางแผนและพัฒนาธุรกิจ มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านคอมพิวเตอร์และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวบรวมข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั่วประเทศที่ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและใช้บริการจากโจทก์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของลูกค้า รวมทั้งสัญญาที่ได้ทำกับโจทก์ จำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ทำงานจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอยู่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ เช่น รายละเอียดลูกค้าเครื่องเช่าทั่วประเทศ และรายละเอียดลูกค้าเครื่องขายในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยังนายฐากูรด้วยวิธีการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน โดยเจตนาเอาไปซึ่งข้อมูลลูกค้าใหญ่ของโจทก์อันเป็นความลับทางการค้าออกเปิดเผยให้แก่นายฐากูรทราบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ กระทำผิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้าหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 35 คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เพียงว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 หรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวางแผนและพัฒนาธุรกิจมีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านคอมพิวเตอร์และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวบรวมข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั่วประเทศที่ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและใช้บริการโจทก์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของลูกค้า รวมทั้งสัญญาที่ได้ทำกับโจทก์ จำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ทำงานจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ เช่น รายละเอียดลูกค้าเครื่องเช่าทั่วประเทศ และรายละเอียดลูกค้าเครื่องขายในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยังผู้มีชื่อ ด้วยวิธีการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกันโดยเจตนาเอาไปซึ่งข้อมูลลูกค้าส่วนใหญ่ของโจทก์อันเป็นความลับทางการค้าออกเปิดเผยให้แก่ผู้มีชื่อทราบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ด้วยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 ซึ่งตามมาตรา 35 ดังกล่าว บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า "ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า อันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษ... เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี" และบัญญัติในวรรคสองว่า "ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี แล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน" เห็นว่า องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือ ผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือ ผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงใดว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 หรือจำเลยได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงจากผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 อันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-พินิจ บุญชัด) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267665
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026118"
    }
}
date
2549
deka_no
937/2549
deka_running_no
937
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "พินิจ บุญชัด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 35"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอินเตอร์ ฟาร์อิสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุธิดา ทัพวงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 ระหว่างเวลา 14 ถึง 17.30 นาฬิกา จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวางแผนและพัฒนาธุรกิจ มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านคอมพิวเตอร์และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวบรวมข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั่วประเทศที่ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและใช้บริการจากโจทก์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของลูกค้า รวมทั้งสัญญาที่ได้ทำกับโจทก์ จำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ทำงานจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอยู่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ เช่น รายละเอียดลูกค้าเครื่องเช่าทั่วประเทศ และรายละเอียดลูกค้าเครื่องขายในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยังนายฐากูรด้วยวิธีการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน โดยเจตนาเอาไปซึ่งข้อมูลลูกค้าใหญ่ของโจทก์อันเป็นความลับทางการค้าออกเปิดเผยให้แก่นายฐากูรทราบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ กระทำผิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้าหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 35 คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เพียงว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 หรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวางแผนและพัฒนาธุรกิจมีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านคอมพิวเตอร์และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวบรวมข้อมูลลูกค้าของโจทก์ทั่วประเทศที่ซื้อหรือเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและใช้บริการโจทก์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของลูกค้า รวมทั้งสัญญาที่ได้ทำกับโจทก์ จำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ทำงานจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าของโจทก์ เช่น รายละเอียดลูกค้าเครื่องเช่าทั่วประเทศ และรายละเอียดลูกค้าเครื่องขายในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยังผู้มีชื่อ ด้วยวิธีการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกันโดยเจตนาเอาไปซึ่งข้อมูลลูกค้าส่วนใหญ่ของโจทก์อันเป็นความลับทางการค้าออกเปิดเผยให้แก่ผู้มีชื่อทราบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ด้วยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานและโดยเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 ซึ่งตามมาตรา 35 ดังกล่าว บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า "ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า อันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษ... เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี" และบัญญัติในวรรคสองว่า "ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี แล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน" เห็นว่า องค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือ ผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือ ผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น

เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงใดว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 หรือจำเลยได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงจากผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 อันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000768.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549