คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2550 ฉบับเต็ม

#267841
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2550 พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นายหัส สีขาว จำเลย ป.อ. มาตรา 20, มาตรา 92 การเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นการเพิ่มโทษหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลังเมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงต้องระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคสอง มาคำนวณประกอบกับระวางโทษตามมาตรา 336 ทวิ เพื่อกำหนดโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ความผิดที่จำเลยกระทำกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกเพียงสถานเดียวก็ได้แต่ลงโทษปรับเพียงสถานเดียวไม่ได้ ตามป.อ. มาตรา 20 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2548 เวลากลางวันก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันลักแผ่นเหล็กแบบก่อสร้างขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร จำนวน 18 แผ่น รวมราคา 5,400 บาท ของนายเนียน มีเปี่ยม ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถกระบะหมายเลขทะเบียน บฉ 8256 สุโขทัย ที่เตรียมมาเป็นยานพาหนะบรรทุกแผ่นเหล็กแบบก่อสร้างที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักไปดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 92 และเพิ่มโทษจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่าการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง ซึ่งในคดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงต้องนำระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคสอง มาคำนวณประกอบกับระวางโทษตามมาตรา 336 ทวิ เพื่อกำหนดโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลงโทษปรับเพียงสถานเดียวนั้น เห็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกแต่เพียงสถานเดียวก็ได้ แต่จะลงโทษปรับเพียงสถานเดียวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ที่จำเลยใช้เงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษให้จำคุกเพียง 2 ปี เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. (องอาจ โรจนสุพจน์-พิทักษ์ คงจันทร์-ปรีดา พูนคำ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267841
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082019035"
    }
}
date
2550
deka_no
770/2550
deka_running_no
770
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "พิทักษ์ คงจันทร์",
    "ปรีดา พูนคำ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 20",
            "ม. 92"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายหัส สีขาว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2548 เวลากลางวันก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันลักแผ่นเหล็กแบบก่อสร้างขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร จำนวน 18 แผ่น รวมราคา 5,400 บาท ของนายเนียน มีเปี่ยม ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถกระบะหมายเลขทะเบียน บฉ 8256 สุโขทัย ที่เตรียมมาเป็นยานพาหนะบรรทุกแผ่นเหล็กแบบก่อสร้างที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักไปดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 92 และเพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่าการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง ซึ่งในคดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงต้องนำระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคสอง มาคำนวณประกอบกับระวางโทษตามมาตรา 336 ทวิ เพื่อกำหนดโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลงโทษปรับเพียงสถานเดียวนั้น เห็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกแต่เพียงสถานเดียวก็ได้ แต่จะลงโทษปรับเพียงสถานเดียวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ที่จำเลยใช้เงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษให้จำคุกเพียง 2 ปี เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000704.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550