คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2550 ฉบับเต็ม

#267913
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2550 บริษัทแพรกซ์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้อง นายกฤษณพงษ์ บุญเทียน กรรมการลูกจ้าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 กรรมการลูกจ้างและ ส. ได้รับมอบหมายให้ผลัดกันขับรถของผู้ร้องบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากส่งสินค้าเสร็จแล้ว ขากลับขณะที่กรรมการลูกจ้างเป็นคนขับ ส. นอนพักผ่อนที่เบาะหลังคนขับ กรรมการลูกจ้างขับรถตกจากถนนลงข้ามทางไปพลิกตะแคงซ้าย ส. เลื่อนตกจากที่นอนมาที่เบาะซ้ายด้านหน้า แล้วถูกกรรมการลูกจ้างหล่นจากที่นั่งคนขับคร่อมทับ ส. เป็นเหตุให้ ส. ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนกรรมการลูกจ้างได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ซึ่งขณะเกิดเหตุกรรมการลูกจ้างขับรถโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง การที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องแล้ว ยังเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ส. อันเป็นผลมาจากการที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เป็นเพียงการวินิจฉัยให้เหตุผลเกินเลยไปเท่านั้น ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้าง ศาลแรงงานกลางส่งสำเนาคำร้องให้นายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างแล้ว กรรมการลูกจ้างไม่ยื่นคำคัดค้าน แต่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางจึงทำการไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างได้ กรรมการลูกจ้างอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงาน โดยมีประกาศกำหนดให้พนักงานที่ขับรถยนต์ของบริษัททุกประเภทจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้องตลอดเวลาที่ขับรถ หากพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ จะถือว่าพนักงานผู้นั้นผิดกฎระเบียบของบริษัท และอาจมีผลถึงการเลิกจ้างงานได้ นายกฤษณพงษ์ เป็นกรรมการลูกจ้างของผู้ร้อง เข้าทำงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 ได้ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2547 นายกฤษณพงษ์และนายสวิงได้รับมอบหมายให้ผลัดกันขับรถของผู้ร้องบรรทุกสินค้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวไปส่งให้ลูกค้าที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากส่งสินค้าเสร็จแล้ว ขากลับวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ขณะที่นายกฤษณพงษ์เป็นคนขับ นายสวิงไปนอนพักผ่อนที่เบาะหลังคนขับ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายกฤษณพงษ์ขับรถตกจากถนนลงข้างทางไปพลิกตะแคงซ้าย นายสวิงรู้สึกตัวเมื่อเลื่อนตกจากที่นอนมาที่เบาะซ้ายด้านหน้า แล้วถูกนายกฤษณพงษ์หล่นจากที่นั่งคนขับคร่อมทับนายสวิง รถยนต์ผู้ร้องได้รับความเสียหายประมาณ 1,000,000 บาท นายสวิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกหัวไหล่ขวาแตกหัก ต้องดามเหล็กและได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนขวา ส่วนนายกฤษณพงษ์ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเกิดเหตุนายกฤษณพงษ์ขับรถยนต์บรรทุกโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่กำหนดและบัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยแก่ตัวผู้ขับรถยนต์เอง และสามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย การละเลยฝ่าฝืนจึงเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งผลที่เกิดจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นายกฤษณพงษ์จึงหล่นจากที่นั่งคนขับลงมาทับนายสวิง เป็นเหตุให้นายสวิงได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกหัวไหล่ขวาหักผลที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการที่นายกฤษณพงษ์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง เป็นเหตุที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่ศาลควรอนุญาตให้เลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างได้ตามคำร้องขอของนายจ้าง ที่นายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างอุทธรณ์ว่า แม้ผลของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเป็นผลให้นายสวิงได้รับบาดเจ็บก็ตาม แต่เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุมิได้เกิดจากการจงใจกระทำผิดแต่อย่างใด การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็เป็นเพียงการกระทำไม่สมควรเท่านั้น มิได้เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่ศาลแรงงานกลางจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า การที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องแล้ว ยังเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายสวิงอันเป็นผลมาจากการที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเพียงการวินิจฉัยให้เหตุผลเกินเลยไปเท่านั้น อุทธรณ์ของกรรมการลูกจ้างฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชุติมา จงสงวน-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267913
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018818"
    }
}
date
2550
deka_no
978/2550
deka_running_no
978
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชุติมา จงสงวน",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 52"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทแพรกซ์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "กรรมการลูกจ้าง",
        "name": "นายกฤษณพงษ์ บุญเทียน"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้าง

ศาลแรงงานกลางส่งสำเนาคำร้องให้นายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างแล้ว กรรมการลูกจ้างไม่ยื่นคำคัดค้าน แต่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางจึงทำการไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างได้

กรรมการลูกจ้างอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงาน โดยมีประกาศกำหนดให้พนักงานที่ขับรถยนต์ของบริษัททุกประเภทจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้องตลอดเวลาที่ขับรถ หากพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ จะถือว่าพนักงานผู้นั้นผิดกฎระเบียบของบริษัท และอาจมีผลถึงการเลิกจ้างงานได้ นายกฤษณพงษ์ เป็นกรรมการลูกจ้างของผู้ร้อง เข้าทำงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 ได้ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2547 นายกฤษณพงษ์และนายสวิงได้รับมอบหมายให้ผลัดกันขับรถของผู้ร้องบรรทุกสินค้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวไปส่งให้ลูกค้าที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากส่งสินค้าเสร็จแล้ว ขากลับวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ขณะที่นายกฤษณพงษ์เป็นคนขับ นายสวิงไปนอนพักผ่อนที่เบาะหลังคนขับ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายกฤษณพงษ์ขับรถตกจากถนนลงข้างทางไปพลิกตะแคงซ้าย นายสวิงรู้สึกตัวเมื่อเลื่อนตกจากที่นอนมาที่เบาะซ้ายด้านหน้า แล้วถูกนายกฤษณพงษ์หล่นจากที่นั่งคนขับคร่อมทับนายสวิง รถยนต์ผู้ร้องได้รับความเสียหายประมาณ 1,000,000 บาท นายสวิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกหัวไหล่ขวาแตกหัก ต้องดามเหล็กและได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนขวา ส่วนนายกฤษณพงษ์ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเกิดเหตุนายกฤษณพงษ์ขับรถยนต์บรรทุกโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่กำหนดและบัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยแก่ตัวผู้ขับรถยนต์เอง และสามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย การละเลยฝ่าฝืนจึงเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งผลที่เกิดจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นายกฤษณพงษ์จึงหล่นจากที่นั่งคนขับลงมาทับนายสวิง เป็นเหตุให้นายสวิงได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกหัวไหล่ขวาหักผลที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการที่นายกฤษณพงษ์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง เป็นเหตุที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่ศาลควรอนุญาตให้เลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างได้ตามคำร้องขอของนายจ้าง ที่นายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างอุทธรณ์ว่า แม้ผลของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเป็นผลให้นายสวิงได้รับบาดเจ็บก็ตาม แต่เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุมิได้เกิดจากการจงใจกระทำผิดแต่อย่างใด การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็เป็นเพียงการกระทำไม่สมควรเท่านั้น มิได้เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่ศาลแรงงานกลางจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า การที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องแล้ว ยังเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายสวิงอันเป็นผลมาจากการที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเพียงการวินิจฉัยให้เหตุผลเกินเลยไปเท่านั้น อุทธรณ์ของกรรมการลูกจ้างฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000702.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550