คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2548 ฉบับเต็ม

#267932
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2548 บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด โจทก์ นางสาวหรือนางนวลผ่อง ประเสริฐหรือเทียนขาว จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 141, มาตรา 143, มาตรา 194 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงิน 133,186.90 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์ขอโดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยวาจาเพราะดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 วรรคท้าย 194,196 เนื้อหาของคำพิพากษาจึงมีเพียงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น แต่การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงตรงตามคำฟ้องโดยศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งในคำพิพากษาก็ระบุจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 48,159.19 บาท สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเห็นด้วยกับทางนำสืบของโจทก์ทุกประการ เพียงแต่เขียนคำพิพากษาตามรูปแบบของคำพิพากษาด้วยวาจาระบุวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยผิดพลาดไปจากข้อวินิจฉัย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยเป็นวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ให้ถูกต้อง จึงเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยนั้นได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,159.19 บาท หากชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4222 ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระครบถ้วนกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิจากธนาคารดังกล่าวจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันดังกล่าว จึงขอให้แก้ไขคำพิพากษาเป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญญาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาตามที่โจทก์ขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 140,000 บาท แต่จำเลยมิได้ผ่อนชำระตรงตามงวดที่ตกลงไว้ในสัญญาโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 จำนวน 2,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 133,186.90 บาท และดอกเบี้ย 13,686.49 บาท ต่อมาจำเลยได้รับสภาพหนี้โดยทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยผิดเงื่อนไขการชำระหนี้อีกโดยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 ในวันดังกล่าวจำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 133,186.90 บาท และดอกเบี้ย 35,989.97 บาท โจทก์คำนวณดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวตลอดมาจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 48,159.19 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 181,346.09 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,186.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,159.19 บาท หากชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระครบถ้วน ซึ่งเมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงินที่ค้างชำระ 133,186.90 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์ขอโดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 วรรคท้าย 194,196 เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีเพียงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าคดีนี้โจทก์นำพยานเข้าสืบฝ่ายเดียวและสืบข้อเท็จจริงตรงตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง และไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่ารับฟังแตกต่างจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งในคำพิพากษาก็ระบุจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 48,159.19 บาท สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเห็นด้วยกับทางนำสืบของโจทก์ทุกประการเพียงแต่เขียนคำพิพากษาออกมาตามรูปแบบของคำพิพากษาด้วยวาจาระบุวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยผิดพลาดไปจากข้อวินิจฉัยซึ่งเห็นด้วยกับคำฟ้อง การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยจากวันที่ 25 มกราคม 2545 เป็นวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ให้ถูกต้องตรงกับทางนำสืบและคำฟ้อง จึงเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย จุลนิติ์-มานะ ศุภวิริยกุล-ชาลี ทัพภวิมล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267932
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034109"
    }
}
date
2548
deka_no
1524/2548
deka_running_no
1524
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 141",
            "ม. 143",
            "ม. 194"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวหรือนางนวลผ่อง ประเสริฐหรือเทียนขาว"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,159.19 บาท หากชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4222 ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระครบถ้วนกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิจากธนาคารดังกล่าวจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันดังกล่าว จึงขอให้แก้ไขคำพิพากษาเป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญญาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาตามที่โจทก์ขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 140,000 บาท แต่จำเลยมิได้ผ่อนชำระตรงตามงวดที่ตกลงไว้ในสัญญาโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 จำนวน 2,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 133,186.90 บาท และดอกเบี้ย 13,686.49 บาท ต่อมาจำเลยได้รับสภาพหนี้โดยทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยผิดเงื่อนไขการชำระหนี้อีกโดยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 ในวันดังกล่าวจำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 133,186.90 บาท และดอกเบี้ย 35,989.97 บาท โจทก์คำนวณดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวตลอดมาจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 48,159.19 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 181,346.09 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,186.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,159.19 บาท หากชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระครบถ้วน ซึ่งเมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงินที่ค้างชำระ 133,186.90 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์ขอโดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 วรรคท้าย 194,196 เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีเพียงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าคดีนี้โจทก์นำพยานเข้าสืบฝ่ายเดียวและสืบข้อเท็จจริงตรงตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง และไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่ารับฟังแตกต่างจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งในคำพิพากษาก็ระบุจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 48,159.19 บาท สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเห็นด้วยกับทางนำสืบของโจทก์ทุกประการเพียงแต่เขียนคำพิพากษาออกมาตามรูปแบบของคำพิพากษาด้วยวาจาระบุวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยผิดพลาดไปจากข้อวินิจฉัยซึ่งเห็นด้วยกับคำฟ้อง การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยจากวันที่ 25 มกราคม 2545 เป็นวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ให้ถูกต้องตรงกับทางนำสืบและคำฟ้อง จึงเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000842.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548