คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2548 ฉบับเต็ม

#267951
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2548 นางอี คิดงาม กับพวก โจทก์ นางสาวท่วม ประกิจรัมย์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ จำเลย ผู้จัดการมรดกของนายเจียม ประกิจรัมย์ กับพวก ป.วิ.พ. มาตรา 145, มาตรา 148 โจทก์ที่ 1 กับ ม. เป็นโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 ม. และ ป. แต่ จ. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ที่ 1 และ ม. ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ จ. โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้มาโดยการรับมรดกจากบิดามารดา เมื่อ จ. ถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของ จ. โดย ป. ยกให้ ต่อมา จ. ขายให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนเนื่องจากจำเลยที่ 2 ชำระราคาไม่ครบถ้วน หลังจาก จ. ถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จ. โดย ป. ยกให้ เมื่อ จ. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คดีถึงที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความคือโจทก์ที่ 1 และ ม. รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ม. ในฐานะทายาทโดยธรรมมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีกก็เพื่อต้องการให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทกันอีกครั้งหนึ่ง ถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 นางไมล์ ชะวูรัมย์ และนายเจียม ประกิจรมย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายปราง ประกิจรัมย์ กับนางโฮมหรือโอม ประกิจรัมย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 424 เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ เมื่อนายปรางถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท ต่อมาปี 2515 โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์มอบหมายให้นายเจียมนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3534 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นชื่อนายเจียมแทนโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ แต่เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิชอบ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ และเมื่อนางไมล์ถึงแก่ความตายที่ดินส่วนของนางไมล์ย่อมตกได้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3534 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน และให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เนื้อที่ 6 ไร่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การพ้นกำหนดระยะเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์ ชะวูรัมย์ เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับคดีนี้ ดคีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้ขับไล่โจทก์ที่ 1 และนางไมล์กับบริวารคือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์ ชะวูรัมย์เป็นโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 นางไมล์ และนายปราง ประกิจรัมย์ แต่นายเจียม ประกิจรัมย์ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายเจียมโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยการรับมรดกจากบิดามารดา เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและเพิกถอนนิติกรรมการโอนการที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายเจียมโดยนายปรางยกให้ ต่อมานายเจียมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนเนื่องจากจำเลยที่ 2 ชำระราคาไม่ครบถ้วนหลังจากนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามเกี่ยวข้อง คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเจียมโดยนายปรางยกให้ เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือโจทก์ที่ 1 และนางไมล์รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนางไมล์ในฐานะทายาทโดยธรรมมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีกแม้จะเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงเป็นว่านายเจียมเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับโจทก์ที่ 1 และนางไมล์โดยได้รับมรดกจากบิดามารดาและต่อมานายเจียมไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายเจียมตามที่โจทก์ที่ 1 และนายไมล์มอบให้ เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 บุตรของนายเจียมได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิชอบจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ก็ตาม แต่จุดประสงค์ในการฟ้องก็เพื่อต้องการให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทกันอีกครั้งหนึ่ง เท่ากับเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-สุรพล เอกโยคยะ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267951
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033656"
    }
}
date
2548
deka_no
1755/2548
deka_running_no
1755
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "สุรพล เอกโยคยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145",
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอี คิดงาม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวท่วม ประกิจรัมย์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ผู้จัดการมรดกของนายเจียม ประกิจรัมย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 นางไมล์ ชะวูรัมย์ และนายเจียม ประกิจรมย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายปราง ประกิจรัมย์ กับนางโฮมหรือโอม ประกิจรัมย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 424 เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ เมื่อนายปรางถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท ต่อมาปี 2515 โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์มอบหมายให้นายเจียมนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3534 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นชื่อนายเจียมแทนโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ แต่เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิชอบ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ และเมื่อนางไมล์ถึงแก่ความตายที่ดินส่วนของนางไมล์ย่อมตกได้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3534 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน และให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เนื้อที่ 6 ไร่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การพ้นกำหนดระยะเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์ ชะวูรัมย์ เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับคดีนี้ ดคีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้ขับไล่โจทก์ที่ 1 และนางไมล์กับบริวารคือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์ ชะวูรัมย์เป็นโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 นางไมล์ และนายปราง ประกิจรัมย์ แต่นายเจียม ประกิจรัมย์ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายเจียมโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยการรับมรดกจากบิดามารดา เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและเพิกถอนนิติกรรมการโอนการที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายเจียมโดยนายปรางยกให้ ต่อมานายเจียมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนเนื่องจากจำเลยที่ 2 ชำระราคาไม่ครบถ้วนหลังจากนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามเกี่ยวข้อง คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเจียมโดยนายปรางยกให้ เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือโจทก์ที่ 1 และนางไมล์รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนางไมล์ในฐานะทายาทโดยธรรมมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีกแม้จะเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงเป็นว่านายเจียมเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับโจทก์ที่ 1 และนางไมล์โดยได้รับมรดกจากบิดามารดาและต่อมานายเจียมไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายเจียมตามที่โจทก์ที่ 1 และนายไมล์มอบให้ เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 บุตรของนายเจียมได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิชอบจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ก็ตาม แต่จุดประสงค์ในการฟ้องก็เพื่อต้องการให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทกันอีกครั้งหนึ่ง เท่ากับเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000838.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548