คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2548 ฉบับเต็ม

#267988
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2548 นางสาวเพชรา ทองคุ้ม โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 การขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่าการขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น เมื่อที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความใน (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากการที่โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ที่บิดายกให้เมื่อปี 2536 แก่บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ในปี 2539 รวมทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงิน 590,287.50 บาท ทั้งที่เป็นการขายที่ดินที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีประเภทดังกล่าวตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงอุทธรณ์คัดค้าน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพียงแต่วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับ และลดภาษีส่วนท้องถิ่นโดยยังคงเรียกเก็บอีก 293,287.50 บาท จึงขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยให้การว่า แม้ที่ดินที่โจทก์ขายจะเป็นที่นาที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ขายภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความในมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งโจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแก่บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดา จำเลยจึงประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การขายที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับนี้กำหนดว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้ (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น..." เนื้อความในกฎหมายแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่าการขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากได้ความว่าเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความใน (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ (ธนพจน์ อารยลักษณ์-ทองหล่อ โฉมงาม-โนรี จันทร์ทร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267988
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031228"
    }
}
date
2548
deka_no
3635/2548
deka_running_no
3635
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 91/2"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวเพชรา ทองคุ้ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากการที่โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ที่บิดายกให้เมื่อปี 2536 แก่บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ในปี 2539 รวมทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงิน 590,287.50 บาท ทั้งที่เป็นการขายที่ดินที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีประเภทดังกล่าวตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงอุทธรณ์คัดค้าน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพียงแต่วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับ และลดภาษีส่วนท้องถิ่นโดยยังคงเรียกเก็บอีก 293,287.50 บาท จึงขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า แม้ที่ดินที่โจทก์ขายจะเป็นที่นาที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ขายภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความในมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ขายที่นาโฉนดเลขที่ 20085 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งโจทก์ใช้ในเกษตรกรรมแก่บริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโอนมาจากบิดา จำเลยจึงประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การขายที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับนี้กำหนดว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้ (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น..." เนื้อความในกฎหมายแสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่าการขายอสังหาริมทรัพย์รายใดหากไม่เข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (5) ว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรแล้ว จึงให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน (6) ต่อไปว่าการขายนั้นได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์มาหรือไม่ หากได้ความว่าเป็นการขายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ถือว่าเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้น เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ขายเป็นที่นาที่ใช้ในเกษตรกรรมซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามความใน (5) ที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ใน (6) อีก คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000816.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548