คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2247/2548 ฉบับเต็ม

#267993
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2247/2548 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายโอเล เอ เปเดอเซน ผู้ร้อง นายวิรัช ตันพิทักษ์พงษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 145, มาตรา 296 ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี และอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนั้น จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีได้ตาม มาตรา 296 วรรคสอง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 7,108,886.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 10,430.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 9,334 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28856 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 431 หมู่ที่ 2 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองที่ดิน น.ส.3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นไปในราคา 30,000,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีโดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษาว่าที่ดินโฉนดและ น.ส.3 ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องและให้ผู้ร้องจำหน่ายที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีคดีหมายเลขดำที่ 1372/2535 หมายเลขแดงที่ 1833/2535 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) คดีหมายเลขดำที่ 65/2544 หมายเลขแดงที่ 540/2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ก่อนระหว่างรอการวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่โจทก์นำยึดแต่เป็นความฟ้องร้องกับจำเลยที่ 2 อีกคดีหนึ่งต่างหาก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) ย่อมผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี และอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ดังนั้น หากได้ความตามคำร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนั้น จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความก่อน จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับให้รับคำร้องแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (สิทธิชัย รุ่งตระกูล-ปัญญา ถนอมรอด-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
267993
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032799"
    }
}
date
2548
deka_no
2247/2548
deka_running_no
2247
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145",
            "ม. 296"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายโอเล เอ เปเดอเซน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิรัช ตันพิทักษ์พงษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 7,108,886.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 10,430.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 9,334 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28856 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 431 หมู่ที่ 2 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองที่ดิน น.ส.3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นไปในราคา 30,000,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีโดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษาว่าที่ดินโฉนดและ น.ส.3 ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องและให้ผู้ร้องจำหน่ายที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีคดีหมายเลขดำที่ 1372/2535 หมายเลขแดงที่ 1833/2535 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) คดีหมายเลขดำที่ 65/2544 หมายเลขแดงที่ 540/2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ก่อนระหว่างรอการวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่โจทก์นำยึดแต่เป็นความฟ้องร้องกับจำเลยที่ 2 อีกคดีหนึ่งต่างหาก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) ย่อมผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี และอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ดังนั้น หากได้ความตามคำร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนั้น จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความก่อน จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้รับคำร้องแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000830.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548