คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2206/2548 ฉบับเต็ม

#268001
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2206/2548 นายวีระบุตร วงศ์ประทุม กับพวก ผู้ร้อง นางลาวัณย์ ประชากุล ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 148, มาตรา 173 คดีก่อนผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอให้เป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนั้นไม่อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและคำคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการตามพินัยกรรมไว้แล้วจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้จัดการมรดกอีก แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและผู้จัดการอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน กรณีจึงมิใช่คู่ความรายเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีดังกล่าวเช่นกัน ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทคนหนึ่งของผู้ตายและได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมาก่อนโดยผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องและคำร้องคัดค้านในคดีดังกล่าว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ที่ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้แล้วนั้น เป็นการยื่นคำร้องซ้ำ (ที่ถูกคำร้องซ้อน) ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้แม้ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตลอดจนศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว คำร้องของผู้ร้องทั้งหกจึงไม่เป็นการร้องซ้ำ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยมีผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้านและคำร้องคัดค้านของผู้ร้องที่ 5 โดยวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านและผู้ร้องที่ 5 จะเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้และไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว ถือว่ายังไม่มีเหตุที่จะตั้งให้ผู้คัดค้านหรือผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านฝ่ายเดียวยื่นอุทธรณ์และฎีกาคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นั้นผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งหกในคดีนี้เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง หรือคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในส่วนของผู้ร้องที่ 5 ก่อน เห็นว่า คดีก่อนมีเพียงผู้ร้องที่ 5 เท่านั้น ที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอให้เป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนั้นไม่อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง สำหรับปัญหาว่าเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ยกขึ้นคัดค้านในคำร้องคัดค้าน แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้คัดค้านยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ซึ่งศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและคำคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการตามพินัยกรรมไว้แล้วจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้จัดการมรดกอีก แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและผู้จัดการอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ปรากฏว่าไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน กรณีจึงมิใช่คู่ความรายเดียวกันคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เช่นเดียวกันนอกจากนั้นยังไม่มีพฤติการณ์ที่ปรากฏให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งหกได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดก หรือจัดการมรดกโดยมิชอบอันจะเป็นเหตุที่จะสั่งถอนผู้ร้องทั้งหกออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (เกษม วีรวงศ์-ชวลิต ตุลยสิงห์-สุรพล เอกโยคยะ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลชั้นต้นต้องดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยถือว่าผู้คัดค้านเป็นโจทก์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน แม้ผู้ร้องในคดีก่อนจะยื่นอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ก็ตาม คดีในส่วนของผู้ร้องในประเด็นที่ว่า ควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อไปนั้น ย่อมถือได้ว่าอยู่ในระหว่างพิจารณาตามความหมายในมาตรา 173 วรรคสอง แต่การที่ผู้ร้องที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นจำเลยในคดีก่อนมายื่นคำร้องเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้ เท่ากับกลับฐานะกันจึงไม่เป็นฟ้องหรือร้องซ้อน ส่วนที่ผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีก่อนและขอเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำคัดค้าน ผู้ร้องที่ 5 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงไม่อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 5 มายื่นคำร้องคดีนี้แม้จะมีฐานะเป็นผู้ร้องเช่นเดียวกันก็ไม่เป็นร้องซ้อน กรณีดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นร้องซ้อนอยู่แล้ว จึงมีปัญหาเฉพาะกรณีหลังว่าเป็นร้องซ้อนหรือไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268001
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032903"
    }
}
date
2548
deka_no
2206/2548
deka_running_no
2206
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เกษม วีรวงศ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "สุรพล เอกโยคยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148",
            "ม. 173"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายวีระบุตร วงศ์ประทุม กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางลาวัณย์ ประชากุล"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทคนหนึ่งของผู้ตายและได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมาก่อนโดยผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องและคำร้องคัดค้านในคดีดังกล่าว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ที่ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้แล้วนั้น เป็นการยื่นคำร้องซ้ำ (ที่ถูกคำร้องซ้อน) ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้แม้ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตลอดจนศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว คำร้องของผู้ร้องทั้งหกจึงไม่เป็นการร้องซ้ำ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยมีผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้านและคำร้องคัดค้านของผู้ร้องที่ 5 โดยวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านและผู้ร้องที่ 5 จะเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้และไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว ถือว่ายังไม่มีเหตุที่จะตั้งให้ผู้คัดค้านหรือผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านฝ่ายเดียวยื่นอุทธรณ์และฎีกาคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นั้นผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งหกในคดีนี้เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง หรือคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในส่วนของผู้ร้องที่ 5 ก่อน เห็นว่า คดีก่อนมีเพียงผู้ร้องที่ 5 เท่านั้น ที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอให้เป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนั้นไม่อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง สำหรับปัญหาว่าเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ยกขึ้นคัดค้านในคำร้องคัดค้าน แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้คัดค้านยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ซึ่งศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและคำคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการตามพินัยกรรมไว้แล้วจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้จัดการมรดกอีก แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและผู้จัดการอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ปรากฏว่าไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน กรณีจึงมิใช่คู่ความรายเดียวกันคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เช่นเดียวกันนอกจากนั้นยังไม่มีพฤติการณ์ที่ปรากฏให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งหกได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดก หรือจัดการมรดกโดยมิชอบอันจะเป็นเหตุที่จะสั่งถอนผู้ร้องทั้งหกออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลชั้นต้นต้องดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยถือว่าผู้คัดค้านเป็นโจทก์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน แม้ผู้ร้องในคดีก่อนจะยื่นอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ก็ตาม คดีในส่วนของผู้ร้องในประเด็นที่ว่า ควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อไปนั้น ย่อมถือได้ว่าอยู่ในระหว่างพิจารณาตามความหมายในมาตรา 173 วรรคสอง แต่การที่ผู้ร้องที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นจำเลยในคดีก่อนมายื่นคำร้องเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้ เท่ากับกลับฐานะกันจึงไม่เป็นฟ้องหรือร้องซ้อน ส่วนที่ผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีก่อนและขอเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำคัดค้าน ผู้ร้องที่ 5 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงไม่อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 5 มายื่นคำร้องคดีนี้แม้จะมีฐานะเป็นผู้ร้องเช่นเดียวกันก็ไม่เป็นร้องซ้อน กรณีดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นร้องซ้อนอยู่แล้ว จึงมีปัญหาเฉพาะกรณีหลังว่าเป็นร้องซ้อนหรือไม่ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000831.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548