คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2548 ฉบับเต็ม

#268008
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2548 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงเลื่อยจักร สมนึก จันทนา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/29, มาตรา 448, มาตรา 882 โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 ขับชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหายใช้ค่าสินไหมทดแทน และโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2541 พ้น 1 ปี ไปแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคแรก แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างและลูกจ้างผู้กระทำละเมิดขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ตามมาตรา 193/29 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 4 ไม่อาจยกอายุความในมูลละเมิดมาใช้อ้างยันโจทก์ได้ และ ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ซึ่งเกิดวินาศภัย โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 การฟ้องร้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 เวลา 14.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8405 ปทุมธานี ไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อถึงบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 147 ถึงที่ 148 ซึ่งเป็นทางโค้งในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อใช้ความเร็วสูงจนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์หักชำรุด 1 ต้น สายไฟฟ้าขาดทำให้ทรัพย์โจทก์เสียหายเป็นเงิน 154,564 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งละเมิดรวมทั้งเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รวมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ผิดข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด ค่าเสียหายไม่ควรเกิน 30,000 บาท คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีหลังจากเหตุเกิดแล้วกว่า 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8405 ปทุมธานี ไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อถึงบริเวณทางแยกเข้าบ้านปากพลี หมู่ที่ 2 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 147 ถึงที่ 148 ซึ่งเป็นทางโค้งในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 นายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อใช้ความเร็วสูงจนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์หักชำรุด 1 ต้น สายไฟฟ้าขาด เสียหายเป็นเงิน 154,564 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 และ จ.11 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 พ้น 1 ปี ไปแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ฟ้องขอให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 4 ไม่อาจยกอายุความในมูลละเมิดมาใช้อ้างยันโจทก์ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 การฟ้องร้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชวลิต ตุลยสิงห์-ปัญญา ถนอมรอด-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สัญญาประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 มีภัยที่ผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง คือ วินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ บุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายจึงมีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนจากผู้รับประกันภัยโดยตรงตามมาตรา 887 วรรคสอง ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย ตามมาตรา 882 แต่บุคคลผู้ต้องเสียหายยังคงมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้เอาประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมูลหนี้เดิม ซึ่งหากเป็นมูลละเมิดก็จะมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งสั้นกว่าอายุความตามมาตรา 882 มูลหนี้ละเมิดที่ผู้เอาประกันภัยก่อให้เกิดขึ้นแก่ผู้ต้องเสียหายมีความสัมพันธ์กับสัญญาประกันภัยค้ำจุน แต่อายุความต้องแยกจากกัน จึงอาจเกิดกรณีที่มูลหนี้ละเมิดขาดอายุความแล้ว แต่สัญญาประกันภัยค้ำจุนยังไม่ขาดอายุความก็ได้ เมื่อความรับผิดของผู้รับประกันภัยค้ำจุนเกิดขึ้นนับแต่วันเกิดวินาศภัย แม้ต่อมาจะขาดอายุความละเมิดผู้รับประกันภัยก็จะยกอายุความละเมิดมาปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนหาได้ไม่ สำหรับคำให้การของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนที่ต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความนั้น เป็นข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความตามมาตรา 882 มิใช่อายุความละเมิด จะถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต้องรับผิดในมูลละเมิดได้ยกอายุความละเมิดขึ้นต่อสู้ตามมาตรา 193/29 แล้วไม่ได้ ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่าขาดอายุความละเมิดแล้วได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268008
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082031008"
    }
}
date
2548
deka_no
3914/2548
deka_running_no
3914
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/29",
            "ม. 448",
            "ม. 882"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงเลื่อยจักร สมนึก จันทนา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 เวลา 14.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8405 ปทุมธานี ไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อถึงบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 147 ถึงที่ 148 ซึ่งเป็นทางโค้งในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อใช้ความเร็วสูงจนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์หักชำรุด 1 ต้น สายไฟฟ้าขาดทำให้ทรัพย์โจทก์เสียหายเป็นเงิน 154,564 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งละเมิดรวมทั้งเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่รวมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 ผิดข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด ค่าเสียหายไม่ควรเกิน 30,000 บาท คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีหลังจากเหตุเกิดแล้วกว่า 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 154,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8405 ปทุมธานี ไปตามถนนสุวรรณศร เมื่อถึงบริเวณทางแยกเข้าบ้านปากพลี หมู่ที่ 2 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 147 ถึงที่ 148 ซึ่งเป็นทางโค้งในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 นายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อใช้ความเร็วสูงจนรถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าแรงสูงของโจทก์หักชำรุด 1 ต้น สายไฟฟ้าขาด เสียหายเป็นเงิน 154,564 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 และ จ.11 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ที่ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 พ้น 1 ปี ไปแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่อาจอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ฟ้องขอให้ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 4 ไม่อาจยกอายุความในมูลละเมิดมาใช้อ้างยันโจทก์ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 การฟ้องร้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สัญญาประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 มีภัยที่ผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง คือ วินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ บุคคลภายนอกผู้ต้องเสียหายจึงมีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนจากผู้รับประกันภัยโดยตรงตามมาตรา 887 วรรคสอง ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย ตามมาตรา 882 แต่บุคคลผู้ต้องเสียหายยังคงมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้เอาประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมูลหนี้เดิม ซึ่งหากเป็นมูลละเมิดก็จะมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งสั้นกว่าอายุความตามมาตรา 882 มูลหนี้ละเมิดที่ผู้เอาประกันภัยก่อให้เกิดขึ้นแก่ผู้ต้องเสียหายมีความสัมพันธ์กับสัญญาประกันภัยค้ำจุน แต่อายุความต้องแยกจากกัน จึงอาจเกิดกรณีที่มูลหนี้ละเมิดขาดอายุความแล้ว แต่สัญญาประกันภัยค้ำจุนยังไม่ขาดอายุความก็ได้ เมื่อความรับผิดของผู้รับประกันภัยค้ำจุนเกิดขึ้นนับแต่วันเกิดวินาศภัย แม้ต่อมาจะขาดอายุความละเมิดผู้รับประกันภัยก็จะยกอายุความละเมิดมาปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนหาได้ไม่ สำหรับคำให้การของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนที่ต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความนั้น เป็นข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความตามมาตรา 882 มิใช่อายุความละเมิด จะถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต้องรับผิดในมูลละเมิดได้ยกอายุความละเมิดขึ้นต่อสู้ตามมาตรา 193/29 แล้วไม่ได้ ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่าขาดอายุความละเมิดแล้วได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000814.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548