คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2549 ฉบับเต็ม

#268057
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2549 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายกมลไพ กลางสวัสดิ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, มาตรา 215, มาตรา 225 ป.อ. มาตรา 56 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 โดยรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7, 37 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 79 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาท (ที่ถูกต้องระบุว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมาด้วย) ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 15 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตและใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตคงจำคุก 10 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย สำหรับผู้ประสบภัยไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย คงปรับ 2,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 10 วัน และปรับ 2,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ปรากฏตามใบมรณบัตรท้ายคำร้องโจทก์รับว่าเป็นความจริง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พนักงานสอบสวน ที่ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การชนกันครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แม้จำเลยที่ 1 จะฎีกาว่าไม่ได้ประมาทมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 และศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด โดยจำเลยที่ 1 ยอมช่วยเหลือค่าทำศพนางชวนเป็นเงิน 7,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท และนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทายาทของนางชวนผู้ตายอีกจำนวน 30,000 บาท จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัว โดยรอการลงโทษให้ แต่เพื่อให้หลาบจำและแก้ไขความประพฤติที่เสียหายของจำเลยที่ 1 จึงเห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี และให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. (นพวรรณ อินทรัมพรรย์-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-อร่าม เสนามนตรี) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นางยุพาวรรณ ภูริสินสิทธิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268057
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นางยุพาวรรณ ภูริสินสิทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021004"
    }
}
date
2549
deka_no
7384/2549
deka_running_no
7384
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "อร่าม เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคสอง",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกมลไพ กลางสวัสดิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7, 37

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 79 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาท (ที่ถูกต้องระบุว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมาด้วย) ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 15 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตและใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตคงจำคุก 10 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย สำหรับผู้ประสบภัยไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย คงปรับ 2,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 10 วัน และปรับ 2,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ปรากฏตามใบมรณบัตรท้ายคำร้องโจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พนักงานสอบสวน ที่ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การชนกันครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

แม้จำเลยที่ 1 จะฎีกาว่าไม่ได้ประมาทมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 และศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด โดยจำเลยที่ 1 ยอมช่วยเหลือค่าทำศพนางชวนเป็นเงิน 7,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท และนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทายาทของนางชวนผู้ตายอีกจำนวน 30,000 บาท จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัว โดยรอการลงโทษให้ แต่เพื่อให้หลาบจำและแก้ไขความประพฤติที่เสียหายของจำเลยที่ 1 จึงเห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี และให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000721.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549