คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548 ฉบับเต็ม

#268063
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548 นายธวัชชัย ริ้วฉิม โจทก์ บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 173 คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์ แปลงหมายเลข ดับเบิลยู เอ 0224 ราคา 759,000 บาทจำเลย โดยชำระเงินให้จำเลยไปแล้วจำนวน 189,750 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 64,594 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 254,344 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1640/2543 ซึ่งพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 189,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งเอกสารท้ายฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว 189,750 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นอันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ตามสำเนาคำร้องเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบหรือไม่" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (รัตน กองแก้ว-มงคล ทับเที่ยง-พินิจ บุญชัด) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้โจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยตัดชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องในภายหลัง ก็ไม่ทำให้ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะการจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ต้องพิจารณาในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ควรสังเกตว่า โจทก์คดีก่อนใช้วิธีขอแก้ไขคำฟ้องโดยตัดชื่อโจทก์คดีนี้ออก มิได้ใช้วิธีขอถอนฟ้องบางส่วน เพราะจะถือว่าโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ในคดีก่อนโดยแท้จริงหาได้ไม่ จึงไม่มีคำฟ้องที่จะถอนฟ้องตามมาตรา 175 ได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268063
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033992"
    }
}
date
2548
deka_no
1577/2548
deka_running_no
1577
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "รัตน กองแก้ว",
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "พินิจ บุญชัด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธวัชชัย ริ้วฉิม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์ แปลงหมายเลข ดับเบิลยู เอ 0224 ราคา 759,000 บาทจำเลย โดยชำระเงินให้จำเลยไปแล้วจำนวน 189,750 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 64,594 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 254,344 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1640/2543 ซึ่งพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 189,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งเอกสารท้ายฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว 189,750 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นอันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ตามสำเนาคำร้องเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบหรือไม่"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้โจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยตัดชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องในภายหลัง ก็ไม่ทำให้ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะการจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ต้องพิจารณาในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ควรสังเกตว่า โจทก์คดีก่อนใช้วิธีขอแก้ไขคำฟ้องโดยตัดชื่อโจทก์คดีนี้ออก มิได้ใช้วิธีขอถอนฟ้องบางส่วน เพราะจะถือว่าโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ในคดีก่อนโดยแท้จริงหาได้ไม่ จึงไม่มีคำฟ้องที่จะถอนฟ้องตามมาตรา 175 ได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000841.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548