คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2548 ฉบับเต็ม

#268109
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2548 กองทัพเรือ โจทก์ นางประดับ ศรีงามผ่อง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 172, มาตรา 204, มาตรา 224, มาตรา 415, มาตรา 1495, มาตรา 1496, มาตรา 1498 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอก ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของกองทัพเรือโจทก์ เมื่อเรือเอก ช. ถึงแก่ความตายจำเลยได้ขอรับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอด การสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสตกเป็นโมฆะจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอก ช. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อมีการเรียกคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้ จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นภริยาของเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2537 เรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตาย จำเลยขอรับเงินบำเหน็จตกทอด โจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้การสมรสระหว่างเรือเอกเชิดชายกับจำเลยตกเป็นโมฆะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับหนังสือ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 348,792.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 207,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำเนามายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินบำเหน็จตกทอดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตายจำเลยได้รับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ในวันที่ 16 มีนาคม 2538 ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอดการสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 การสมรสดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอกเชิดชายมิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดของเรือเอกเชิดชายและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 แต่อย่างไรก็ดี แม้จำเลยมีหน้าที่จะต้องคินเงินดังกล่าวแต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อนฟ้องจำเลยยังไม่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้คืนเงินดังกล่าวโดยชอบ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สบโชค สุขารมณ์-วิรัช ลิ้มวิชัย-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ หนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินลูกหนี้จะตกเป็นเป็นผิดนัดต่อเมื่อภายหลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนียังไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง สำหรับหนี้อันเกิดจากมูลลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 เป็นหนี้ที่ต้องชำระหนี้โดยการคืนทรัพย์ให้แก่เขา ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องคืนเมื่อใด บทบัญญัติมาตรา 415 ก็มิใช่เรื่องกำหนดเวลาในการคืนทรัพย์ แต่มาตรา 419 กำหนดอายุความไว้ว่าห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น สิทธิเรียกคืนย่อมมีขึ้นเมื่อเกิดเหตุที่ต้องคืนฐานลาภมิควรได้ จึงเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระเช่นเดียวกับละเมิด หนี้อันเกิดจากมูลละเมิดมาตรา 206 จึงบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด แต่ละลาภมิควรได้ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว และลาภมิควรได้ไม่ใช่ละเมิดจะบังคับตามมาตรา 206 ก็ไม่ได้จึงต้องบังคับตามมาตรา 203 และมาตรา 204 โดยน่าจะถือเป็นกรณีที่เป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน หนี้จึงถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ด้วยการคืนทรัพย์ ถ้าเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนแล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อีก ก็ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่นั้น การเรียกคืนดังในคดีนี้ก็เท่ากับเป็นคำเตือนนั่นเอง แต่มิใช่ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่เวลาที่ถูกเรียกคืน ควรจะผิดนัดนับแต่พ้นกำหนดเวลาที่ให้ไว้ในตอนเรียกคืนแล้วลูกหนี้ไม่คืนให้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268109
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030784"
    }
}
date
2548
deka_no
4027/2548
deka_running_no
4027
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172",
            "ม. 204",
            "ม. 224",
            "ม. 415",
            "ม. 1495",
            "ม. 1496",
            "ม. 1498"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กองทัพเรือ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางประดับ ศรีงามผ่อง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นภริยาของเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2537 เรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตาย จำเลยขอรับเงินบำเหน็จตกทอด โจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้การสมรสระหว่างเรือเอกเชิดชายกับจำเลยตกเป็นโมฆะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับหนังสือ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 348,792.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 207,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำเนามายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินบำเหน็จตกทอดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตายจำเลยได้รับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ในวันที่ 16 มีนาคม 2538 ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอดการสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 การสมรสดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอกเชิดชายมิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดของเรือเอกเชิดชายและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 แต่อย่างไรก็ดี แม้จำเลยมีหน้าที่จะต้องคินเงินดังกล่าวแต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อนฟ้องจำเลยยังไม่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้คืนเงินดังกล่าวโดยชอบ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินลูกหนี้จะตกเป็นเป็นผิดนัดต่อเมื่อภายหลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนียังไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง สำหรับหนี้อันเกิดจากมูลลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 เป็นหนี้ที่ต้องชำระหนี้โดยการคืนทรัพย์ให้แก่เขา ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องคืนเมื่อใด บทบัญญัติมาตรา 415 ก็มิใช่เรื่องกำหนดเวลาในการคืนทรัพย์ แต่มาตรา 419 กำหนดอายุความไว้ว่าห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น สิทธิเรียกคืนย่อมมีขึ้นเมื่อเกิดเหตุที่ต้องคืนฐานลาภมิควรได้ จึงเป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระเช่นเดียวกับละเมิด หนี้อันเกิดจากมูลละเมิดมาตรา 206 จึงบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด แต่ละลาภมิควรได้ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว และลาภมิควรได้ไม่ใช่ละเมิดจะบังคับตามมาตรา 206 ก็ไม่ได้จึงต้องบังคับตามมาตรา 203 และมาตรา 204 โดยน่าจะถือเป็นกรณีที่เป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน หนี้จึงถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ด้วยการคืนทรัพย์ ถ้าเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนแล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อีก ก็ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่นั้น การเรียกคืนดังในคดีนี้ก็เท่ากับเป็นคำเตือนนั่นเอง แต่มิใช่ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่เวลาที่ถูกเรียกคืน ควรจะผิดนัดนับแต่พ้นกำหนดเวลาที่ให้ไว้ในตอนเรียกคืนแล้วลูกหนี้ไม่คืนให้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000812.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548