คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2548 ฉบับเต็ม

#268153
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5292/2548 นางเกียว แป้นโพ โจทก์ นายไพร แก้วมั่น จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653 ป.วิ.พ. มาตรา 94, มาตรา 142, มาตรา 161 โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้มิใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาล ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงิน 2 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2539 จำนวนเงิน 48,024 บาท ฉบับหลังเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงิน 41,547 บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ นับแต่กู้เงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินรวม 125,589 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 125,589 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 89,571 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับกู้เงินตามสัญญาจากโจทก์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ตั้งวงแชร์ มีสมาชิกร่วมเล่น 20 มือ มือละ 3,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นนายวงแชร์ จำเลยเป็นสมาชิกร่วมเล่น 1 มือ ประมูลแชร์ทุกต้นเดือน เริ่มแต่เดือนมิถุนายน 2539 สิ้นสุดเดือนมกราคม 2541 ครั้นเดือนกันยายน 2539 จำเลยประมูลแชร์ได้โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 561 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 48,024 บาท โจทก์เกรงว่าจำเลยจะไม่ชำระค่าแชร์ในงวดต่อไป จึงให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้ การเล่นแชร์ดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วน หลังจากนั้นโจทก์ตั้งวงแชร์ใหม่อีก มีสมาชิกร่วมเล่น 21 มือ มือละ 3,000 บาท จำเลยกับภรรยาร่วมเล่นคนละ 1 มือ เริ่มประมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ไปสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2542 จำเลยประมูลแชร์ได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 909 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 41,557 บาท โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันเช่นเดิม ต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญากู้เงินตามฟ้องทั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ ทั้งเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และกรอกข้อความระบุชื่อจำเลยและจำนวนเงินข้อความ ส่วนอื่นโจทก์กรอกเองในภายหลังโดยจำเลยไม่ยินยอม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ เพราะเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะในข้อที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายปัญหาดังกล่าว โจทก์ฎีกาว่า การนำสืบพยานของจำเลยเป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารสัญญากู้เงินตามฟ้อง ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) เพราะจำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน โดยกล่าวอ้างว่าได้ชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีมูลหนี้ผูกพันกับโจทก์ตามสัญญากู้เงิน แต่ความจริงยังไม่มีการเพิกถอนใด ๆ ในสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย (สุภิญโญ ชยารักษ์-สมศักดิ์ เนตรมัย-ประทีป ปิติสันต์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268153
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082029410"
    }
}
date
2548
deka_no
5292/2548
deka_running_no
5292
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ประทีป ปิติสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 94",
            "ม. 142",
            "ม. 161"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเกียว แป้นโพ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพร แก้วมั่น"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงิน 2 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2539 จำนวนเงิน 48,024 บาท ฉบับหลังเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำนวนเงิน 41,547 บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ นับแต่กู้เงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินรวม 125,589 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 125,589 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 89,571 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับกู้เงินตามสัญญาจากโจทก์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ตั้งวงแชร์ มีสมาชิกร่วมเล่น 20 มือ มือละ 3,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นนายวงแชร์ จำเลยเป็นสมาชิกร่วมเล่น 1 มือ ประมูลแชร์ทุกต้นเดือน เริ่มแต่เดือนมิถุนายน 2539 สิ้นสุดเดือนมกราคม 2541 ครั้นเดือนกันยายน 2539 จำเลยประมูลแชร์ได้โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 561 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 48,024 บาท โจทก์เกรงว่าจำเลยจะไม่ชำระค่าแชร์ในงวดต่อไป จึงให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้ การเล่นแชร์ดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วน หลังจากนั้นโจทก์ตั้งวงแชร์ใหม่อีก มีสมาชิกร่วมเล่น 21 มือ มือละ 3,000 บาท จำเลยกับภรรยาร่วมเล่นคนละ 1 มือ เริ่มประมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ไปสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2542 จำเลยประมูลแชร์ได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 โดยเสนอให้ดอกเบี้ย 909 บาท มีสิทธิได้รับเงินแชร์ 41,557 บาท โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันเช่นเดิม ต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญากู้เงินตามฟ้องทั้งสองฉบับจึงไม่มีมูลหนี้ ทั้งเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเอกสารปลอม เพราะจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้และกรอกข้อความระบุชื่อจำเลยและจำนวนเงินข้อความ ส่วนอื่นโจทก์กรอกเองในภายหลังโดยจำเลยไม่ยินยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ เพราะเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะในข้อที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายปัญหาดังกล่าว โจทก์ฎีกาว่า การนำสืบพยานของจำเลยเป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารสัญญากู้เงินตามฟ้อง ต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) เพราะจำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน โดยกล่าวอ้างว่าได้ชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีมูลหนี้ผูกพันกับโจทก์ตามสัญญากู้เงิน แต่ความจริงยังไม่มีการเพิกถอนใด ๆ ในสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เป็นเรื่องการเล่นแชร์กัน การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์และจำเลยประมูลแชร์ได้ โจทก์ซึ่งเป็นนายวงแชร์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินเพื่อเป็นประกันว่าจะส่งชำระค่าแชร์ในงวดที่เหลือต่อไปและต่อมาการเล่นแชร์สิ้นสุดลงโดยจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นการนำสืบตามที่จำเลยให้การต่อสู้ และเป็นการนำสืบถึงมูลเหตุที่มาของการทำสัญญากู้เงิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพราะจำเลยส่งชำระค่าแชร์ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เท่ากับเป็นการนำสืบว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ หาใช่เป็นการนำสืบถึงการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้เถียงในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับซึ่งเป็นผลให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ มิใช่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขในส่วนนี้เสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000799.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548