คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5702/2548 ฉบับเต็ม

#268207
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5702/2548 บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวมนัสสุดา สุขสวัสดิ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 4, มาตรา 5 ในการขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุนโจทก์ จำเลยได้ยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อยของโจทก์ ซึ่งระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคาร โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่รับคำขอแล้วได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้ การอนุมัติวงเงินกู้และโอนเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีเกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1),5 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อจากโจทก์ 24,300 บาท โจทก์อนุมัติวงเงินกู้ให้แก่จำเลยและโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยแล้ว หลังจากได้รับเงินกู้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ในต้นเงิน 19,702.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้อง และค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ล่าช้า รวมทั้งสิ้น 22,165.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,165.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 19,702.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวิวิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้น (ศาลแขวงปทุมวัน) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องรับฟังได้ว่า ในการขอกู้เงินโจทก์ตามฟ้องจำเลยได้ดำเนินการโดยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อย ซึ่งในคำขอดังกล่าวระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา สุขาภิบาล 1 โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวรับคำขอใช้วงเงินสินเชื่อของจำเลยแล้วก็ได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้โดยดำเนินการฝากหรือโอนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ กรณีจึงเห็นได้ว่า การอนุมัติวงเงินกู้และโอนเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้รายนี้ของโจทก์ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นคือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1), 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-วิบูลย์ มีอาสา-ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งได้ ในกรณีที่คำฟ้องนั้นอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดี และมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน แสดงว่ามีคำฟ้องสองเรื่องหรือกว่านั้นซึ่งมีสถานที่ที่เกิดมูลคดีตามมาตรา 4(1) ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลคนละศาลกัน ซึ่งถ้าไม่มีบทบัญญัติมาตรา 5 โจทก์ก็จะต้องเสนอคำฟ้องคนละศาลกัน แต่มาตรา 5 ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องคดีสองเรื่องมาในสำนวนเดียวกันต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ ทำให้ศาลดังกล่าวมีอำนาจรับคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลตนตามมาตรา 4 (1) ไว้พิจารณาได้ แต่คดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญากู้เงินเพียงเรื่องเดียวที่มีสถานที่ที่เกิดมูลคดีได้หลายแห่งจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 5 เพราะโจทก์สามารถยื่นฟ้องต่อศาลดังกล่าวตามมาตรา 4(1) ได้อยู่แล้ว ที่ศาลฎีกานำมาตรา 5 มาปรับด้วยน่าจะเกินเลยไป ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268207
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028981"
    }
}
date
2548
deka_no
5702/2548
deka_running_no
5702
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวมนัสสุดา สุขสวัสดิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อจากโจทก์ 24,300 บาท โจทก์อนุมัติวงเงินกู้ให้แก่จำเลยและโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยแล้ว หลังจากได้รับเงินกู้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ในต้นเงิน 19,702.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้อง และค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ล่าช้า รวมทั้งสิ้น 22,165.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,165.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 19,702.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวิวิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้น (ศาลแขวงปทุมวัน) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องรับฟังได้ว่า ในการขอกู้เงินโจทก์ตามฟ้องจำเลยได้ดำเนินการโดยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อย ซึ่งในคำขอดังกล่าวระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา สุขาภิบาล 1 โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวรับคำขอใช้วงเงินสินเชื่อของจำเลยแล้วก็ได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้โดยดำเนินการฝากหรือโอนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ กรณีจึงเห็นได้ว่า การอนุมัติวงเงินกู้และโอนเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้รายนี้ของโจทก์ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นคือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1), 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งได้ ในกรณีที่คำฟ้องนั้นอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดี และมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน แสดงว่ามีคำฟ้องสองเรื่องหรือกว่านั้นซึ่งมีสถานที่ที่เกิดมูลคดีตามมาตรา 4(1) ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลคนละศาลกัน ซึ่งถ้าไม่มีบทบัญญัติมาตรา 5 โจทก์ก็จะต้องเสนอคำฟ้องคนละศาลกัน แต่มาตรา 5 ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องคดีสองเรื่องมาในสำนวนเดียวกันต่อศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ ทำให้ศาลดังกล่าวมีอำนาจรับคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลตนตามมาตรา 4 (1) ไว้พิจารณาได้ แต่คดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญากู้เงินเพียงเรื่องเดียวที่มีสถานที่ที่เกิดมูลคดีได้หลายแห่งจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 5 เพราะโจทก์สามารถยื่นฟ้องต่อศาลดังกล่าวตามมาตรา 4(1) ได้อยู่แล้ว ที่ศาลฎีกานำมาตรา 5 มาปรับด้วยน่าจะเกินเลยไป ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000795.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548