คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6234/2548 ฉบับเต็ม

#268225
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6234/2548 พนักงานอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงราชบุรี โจทก์ นายวิเชษฐ์ บุญเลิศ จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25, มาตรา 26 คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีผู้พิพากษานายเดียวลงนามให้จำคุกจำเลย 1 ปี ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคหนึ่ง),157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูกฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่ช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษานายเดียวลงนามให้จำคุกจำเลย 1 ปี ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี จึงต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณียังไม่สมควรวินิจฉัยฎีกาจำเลยในข้ออื่น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-สุรพล เอกโยคยะ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้เป็นศาลแขวงซึ่งศาลแขวงมีอำนาจเพียงใดบัญญัติอยู่ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 โดยศาลแขวงมีอำนาจเท่ากับอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวตามมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แต่การที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 (5) จึงเป็นการไม่ชอบ จะต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะด้วยตามมาตรา 29 (3) ประกอบมาตรา 31 (2) มิใช่จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะตามมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้กับการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นอื่นที่มิใช่ศาลแขวง ดังนั้นที่ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้ผู้พิพากษาครบองค์คณะนั้น ศาลแขวงต้องปฏิบัติตามมาตรา 29 (3) ประกอบมาตรา 31 (2) โดยให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะ มิใช่มาตรา 26 ที่จะให้ผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งเป็นองค์คณะ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268225
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028459"
    }
}
date
2548
deka_no
6234/2548
deka_running_no
6234
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "สุรพล เอกโยคยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 25",
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงราชบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิเชษฐ์ บุญเลิศ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคหนึ่ง),157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูกฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่ช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษานายเดียวลงนามให้จำคุกจำเลย 1 ปี ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี จึงต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณียังไม่สมควรวินิจฉัยฎีกาจำเลยในข้ออื่น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้เป็นศาลแขวงซึ่งศาลแขวงมีอำนาจเพียงใดบัญญัติอยู่ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 โดยศาลแขวงมีอำนาจเท่ากับอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวตามมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แต่การที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 (5) จึงเป็นการไม่ชอบ จะต้องให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะด้วยตามมาตรา 29 (3) ประกอบมาตรา 31 (2) มิใช่จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะตามมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้กับการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นอื่นที่มิใช่ศาลแขวง ดังนั้นที่ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้ผู้พิพากษาครบองค์คณะนั้น ศาลแขวงต้องปฏิบัติตามมาตรา 29 (3) ประกอบมาตรา 31 (2) โดยให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลงลายมือชื่อเป็นองค์คณะ มิใช่มาตรา 26 ที่จะให้ผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งเป็นองค์คณะ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000790.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548