คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5847/2548 ฉบับเต็ม

#268234
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5847/2548 นายหวาน จันทรัตน์ กับพวก โจทก์ คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ได้บัญญัติถึงกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลไว้ให้ต้องปฏิบัติ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทันทีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19765 ตำบลเทพมงคล (บางซ้ายนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 50 ไร่ 87 ตารางวา โดยซื้อมาจากนางบำรุง เถื่อนศิริ และนางอาภา เถื่อนศิริ นายสุนทร บุญสูตร และนายบุญช่วย จั่นวิจิตร เคยเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายบำรุงและนางอาภาทำนา ต่อมานายสุนทรและนายบุญช่วยได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเทพมงคลขอทำนาในที่ดินพิพาทโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเทพมงคลพิจารณาแล้วมีมติว่า นายสุนทรและนายบุญช่วยไม่เป็นผู้เช่านาแต่จำเลยมีมติว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้เช่านาและไม่ได้บอกเลิกการเช่านาตามพระราชบัญญํติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นมติที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนมติของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ววินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นคำสั่งขององค์กรฝ่ายปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าคดีของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าศาลเห็นเองว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลนั้นเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็นให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติถึงกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กล่าวคือ หากศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองกลาง หากศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองกลางหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง แต่ถ้าศาลปกครองกลางมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทันทีและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ปัญหานี้แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และ 247 ฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่สั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่ (เรวัตร อิศราภรณ์-วิชัย วิวิตเสวี-พลรัตน์ ประทุมทาน) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268234
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028780"
    }
}
date
2548
deka_no
5847/2548
deka_running_no
5847
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายหวาน จันทรัตน์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19765 ตำบลเทพมงคล (บางซ้ายนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 50 ไร่ 87 ตารางวา โดยซื้อมาจากนางบำรุง เถื่อนศิริ และนางอาภา เถื่อนศิริ นายสุนทร บุญสูตร และนายบุญช่วย จั่นวิจิตร เคยเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายบำรุงและนางอาภาทำนา ต่อมานายสุนทรและนายบุญช่วยได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเทพมงคลขอทำนาในที่ดินพิพาทโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเทพมงคลพิจารณาแล้วมีมติว่า นายสุนทรและนายบุญช่วยไม่เป็นผู้เช่านาแต่จำเลยมีมติว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้เช่านาและไม่ได้บอกเลิกการเช่านาตามพระราชบัญญํติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นมติที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนมติของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ววินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นคำสั่งขององค์กรฝ่ายปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าคดีของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าศาลเห็นเองว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลนั้นเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็นให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติถึงกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กล่าวคือ หากศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองกลาง หากศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองกลางหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง แต่ถ้าศาลปกครองกลางมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทันทีและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ปัญหานี้แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และ 247 ฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่สั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000793.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548