คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8103/2548 ฉบับเต็ม

#268241
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8103/2548 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายธีรพงศ์หรือธีระ พงศ์หรือเอก ช่วยอารี หรือช่วยอารีย์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 47 ป.วิ.อ. มาตรา 22 เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชเป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 แต่ ป.พ.พ. มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวน จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ การที่โจทก์ไม่อาจโอนตัวจำเลยไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยเป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระหนี้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของนายภูริพงศ์ วงศ์เมฆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางสาวนพวรรณ บัวหลวง ผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์ดังกล่าว เหตุเกิดที่ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง และตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสามถูกจำคุกที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช มีเหตุจำเป็นไม่อาจโอนตัวจำเลยทั้งสามไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดทุ่งสง ซึ่งเป็นศาลที่ความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจได้ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยทั้งสาม จึงขอดำเนินคดีจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 357, 83 นับโทษจำเลยทั้งสามต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะรับชำระคดีนี้หรือไม่ประกอบกับความผิดคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง ข้ออ้างของโจทก์เป็นเพียงข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ จึงมีคำสั่งไม่รับชำระคดีนี้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) จำเลยทั้งสามต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชจะเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 เพราะจำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ กฎหมายดังกล่าวเพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวน จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ ที่โจทก์อ้างว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยทั้งสามไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยทั้งสามนั้น ก็คงเป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-บุญส่ง น้อยโสภณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268241
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027389"
    }
}
date
2548
deka_no
8103/2548
deka_running_no
8103
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "บุญส่ง น้อยโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 47"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 22"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายธีรพงศ์หรือธีระ พงศ์หรือเอก ช่วยอารี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือช่วยอารีย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของนายภูริพงศ์ วงศ์เมฆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางสาวนพวรรณ บัวหลวง ผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์ดังกล่าว เหตุเกิดที่ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง และตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสามถูกจำคุกที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช มีเหตุจำเป็นไม่อาจโอนตัวจำเลยทั้งสามไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดทุ่งสง ซึ่งเป็นศาลที่ความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจได้ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยทั้งสาม จึงขอดำเนินคดีจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 357, 83 นับโทษจำเลยทั้งสามต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะรับชำระคดีนี้หรือไม่ประกอบกับความผิดคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง ข้ออ้างของโจทก์เป็นเพียงข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ จึงมีคำสั่งไม่รับชำระคดีนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) จำเลยทั้งสามต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชจะเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 เพราะจำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ กฎหมายดังกล่าวเพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวน จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ ที่โจทก์อ้างว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยทั้งสามไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยทั้งสามนั้น ก็คงเป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000780.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548