คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7341/2548 ฉบับเต็ม

#268245
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7341/2548 การสื่อสารแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทเทเลแซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), มาตรา 1 (5), มาตรา 18, มาตรา 226 การที่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกธนาคาร ก. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความในคดีคือเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำร้องของจำเลยดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยจึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 521,581.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 476,718 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน การที่โจทก์เรียกให้ธนาคารชำระเงินแก่โจทก์ทำให้ธนาคารนำยอดเงินตามหนังสือค้ำประกันมาหักออกจากบัญชีของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินที่ธนาคารจ่ายแก่โจทก์จำนวน 145,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วมกับจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลหมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วมกับจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความในคดีคือเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำร้องของจำเลยดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความตามบทบัญญ้ติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268245
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027830"
    }
}
date
2548
deka_no
7341/2548
deka_running_no
7341
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (3)",
            "ม. 1 (5)",
            "ม. 18",
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การสื่อสารแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเทเลแซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายอุปกรณ์วิทยุคมนาคม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 521,581.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 476,718 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน การที่โจทก์เรียกให้ธนาคารชำระเงินแก่โจทก์ทำให้ธนาคารนำยอดเงินตามหนังสือค้ำประกันมาหักออกจากบัญชีของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินที่ธนาคารจ่ายแก่โจทก์จำนวน 145,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลหมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วมกับจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความในคดีคือเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำร้องของจำเลยดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความตามบทบัญญ้ติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และ (5) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องแย้งร่วม คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000784.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548