คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7577/2548 ฉบับเต็ม

#268254
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7577/2548 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม โจทก์ นายศิริ แก้วดวงเล็ก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ใช้ในการกระทำความผิด แต่ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคำขอมาในฟ้องหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ซึ่งมี 3 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2 และเพลาที่ 3 เป็นเพลาคู่ ใช้ยางคู่ ซึ่งผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทาน ประกาศให้น้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดไม่เกิน 21,000 กิโลกรัม บรรทุกดินมีน้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดรวม 43,300 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ 22,000 กิโลกรัม แล่นไปตามถนนสายเพชรเกษม อันเป็นทางหลวงแผ่นดิน เป็นการฝ่าฝืนประกาศดังกล่าวโดยกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวซึ่งจำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคำขอมาในฟ้องหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งริบรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาริบรถยนต์ของกลางโดยโจทก์มิได้มีคำขอ แม้จะเป็นการไม่ชอบด้วยด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้ฎีกา พนักงานอัยการโจทก์กลับยื่นฎีกา ซึ่งไม่น่าจะยื่นฎีกาได้ เพราะคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 สมประโยชน์ของโจทก์โดยได้พิพากษาให้ตามที่โจทก์ฟ้อง ย่อมไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านอีกต่อไป ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268254
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027625"
    }
}
date
2548
deka_no
7577/2548
deka_running_no
7577
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศิริ แก้วดวงเล็ก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ซึ่งมี 3 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2 และเพลาที่ 3 เป็นเพลาคู่ ใช้ยางคู่ ซึ่งผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทาน ประกาศให้น้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดไม่เกิน 21,000 กิโลกรัม บรรทุกดินมีน้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดรวม 43,300 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ 22,000 กิโลกรัม แล่นไปตามถนนสายเพชรเกษม อันเป็นทางหลวงแผ่นดิน เป็นการฝ่าฝืนประกาศดังกล่าวโดยกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวซึ่งจำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคำขอมาในฟ้องหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งริบรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาริบรถยนต์ของกลางโดยโจทก์มิได้มีคำขอ แม้จะเป็นการไม่ชอบด้วยด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้ฎีกา พนักงานอัยการโจทก์กลับยื่นฎีกา ซึ่งไม่น่าจะยื่นฎีกาได้ เพราะคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 สมประโยชน์ของโจทก์โดยได้พิพากษาให้ตามที่โจทก์ฟ้อง ย่อมไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านอีกต่อไป ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000782.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548