คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7706/2548 ฉบับเต็ม

#268258
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7706/2548 นายแหวง พันธุ์วงษ์หรือพันธ์วงษ์ โจทก์ นางรัตน์ พันธุวงษ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ จำเลย ผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ กับพวก ป.พ.พ. มาตรา 1377, มาตรา 1724, มาตรา 1600, มาตรา 1605 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 148 ที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เมื่อ ม. เจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ม. จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่ ม. ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 และต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดเป็นการโอนไปซึ่งการครอบครองให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว ม. ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อ ม. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของ ม. การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของ ม. โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ม. ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของ ม. ฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก โจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้โอนขายที่ดินมรดกของนายมีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันแก่ทายาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรและทายาทโดยธรรมของนายมี ถือว่าจำเลยที่ 1 ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่และปกปิดการโอนขายทรัพย์มรดกเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของเจ้ามรดก กับเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายมีตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมีได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 150,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายมี บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่จากการนำสืบของโจทก์ได้ความว่าในระหว่างมีชีวิตอยู่ นายมีเจ้ามรดกได้ยกที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 ตั้งอยู่ ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่ง หลังจากที่ได้รับการยกให้แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสองส่วนมีคันนาเป็นแนวแบ่งเขตโจทก์ครอบครองที่ดินทางด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินทางด้านทิศเหนือ เห็นว่า ที่พิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) นายมีเจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้ามรดกจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่งและต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามที่ได้รับการยกให้เป็นการที่เจ้ามรดกโอนไปซึ่งการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับโอนการครอบครองจากเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อนายมีถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายมีที่จะตกทอดแก่ทายาท การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของนายมี โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของนายมีฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกได้ คดีนี้โจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของ เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สบโชค สุขารมณ์-เรวัตร อิศราภรณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268258
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027611"
    }
}
date
2548
deka_no
7706/2548
deka_running_no
7706
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1377",
            "ม. 1724",
            "ม. 1600",
            "ม. 1605"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายแหวง พันธุ์วงษ์หรือพันธ์วงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรัตน์ พันธุวงษ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้โอนขายที่ดินมรดกของนายมีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันแก่ทายาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรและทายาทโดยธรรมของนายมี ถือว่าจำเลยที่ 1 ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่และปกปิดการโอนขายทรัพย์มรดกเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของเจ้ามรดก กับเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายมีตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมีได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 150,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายมี บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่จากการนำสืบของโจทก์ได้ความว่าในระหว่างมีชีวิตอยู่ นายมีเจ้ามรดกได้ยกที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 ตั้งอยู่ ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่ง หลังจากที่ได้รับการยกให้แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสองส่วนมีคันนาเป็นแนวแบ่งเขตโจทก์ครอบครองที่ดินทางด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินทางด้านทิศเหนือ เห็นว่า ที่พิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) นายมีเจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้ามรดกจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่งและต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามที่ได้รับการยกให้เป็นการที่เจ้ามรดกโอนไปซึ่งการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับโอนการครอบครองจากเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อนายมีถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายมีที่จะตกทอดแก่ทายาท การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของนายมี โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของนายมีฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกได้ คดีนี้โจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของ เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000782.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548