คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2548 ฉบับเต็ม

#268287
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2548 นายสุวรรณ ชัชวาลชัมพูนท โจทก์ บริษัทคเวอเนอ อีแอนด์ซี (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานมีกำหนดเวลา 1 ปี แล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม กับค่าชดเชย ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้เฉพาะประเด็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนค่าชดเชยศาลแรงงานกลางมิได้มีคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดีอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 เป็นกรณีลูกจ้างที่ได้ทำงานจริงและมีระยะเวลาติดต่อกันครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยจึงจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชย มิใช่เอาระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างมากำหนดว่าหากโจทก์ทำงานครบเวลาตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยมากำหนด เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยได้เพียง 3 เดือนเศษ ย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งวิศวกรชั่วคราว กำหนดค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าที่พักอีก 10,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2547 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการที่ไม่ได้รับเงินเดือนในการทำงานจนครบตามสัญญาจ้างอีก 9 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 720,000 บาท จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก 70,000 บาท และหากมีการทำงานจนครบกำหนดตามสัญญา 1 ปี โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นค่าจ้างเดือนสุดท้ายอีก 90 วัน เป็นเงิน 210,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรด้านไฟฟ้าชั่วคราว โจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้คุณภาพ ซึ่งลักษณะงานต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง นอกจากนี้โจทก์ไม่เร่งรัดปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงภายในกำหนดเวลาตามปกติแต่กลับนำงานที่ควรจะทำเสร็จภายในเวลาทำงานปกติไปทำเป็นงานนอกเวลา ทั้งโจทก์ตอกบัตรลงเวลาและแสดงรายการใบแจ้งเวลาว่าโจทก์ทำงานในวันหยุดทำให้จำเลยหลงเชื่อว่าโจทก์ทำงานจริงจึงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลา แต่ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้ทำงานตามที่แจ้งไว้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย นอกจากนี้โจทก์นำอุปกรณ์เครื่องใช้ของจำเลยไปใช้และแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยจำเลยไม่ได้อนุญาต พฤติการณ์ดังกล่าวนี้จำเลยได้ตักเตือนโจทก์หลายครั้งแต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่นำพาและไม่ปรับปรุงพฤติกรรมให้เหมาะสมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า 70,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 19,000 บาท และค่าล่วงเวลาค้างจ่าย จำนวน 2,625.03 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 8,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่จะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นไม่ครบตามคำฟ้องหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานมีกำหนดเวลา 1 ปี แล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับค่าชดเชยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้เฉพาะประเด็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนประเด็นค่าชดเชยศาลแรงงานกลางมิได้มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับหรือไม่เพียงใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดีอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แต่เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2546 จึงถูกเลิกจ้างซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยเพียง 3 เดือนเศษ ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ในค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา 90 วัน โดยอ้างว่าหากโจทก์ทำงานกับจำเลยครบระยะเวลา 1 ปี ตามสัญญาแล้ว โจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยจำนวนดังกล่าวนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้ (1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน... (2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน..." นั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า จะต้องเป็นกรณีลูกจ้างที่ได้ทำงานจริงและมีระยะเวลาติดต่อกันครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย หาใช่เอาระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างมากำหนดว่าหากโจทก์ทำงานครบเวลาตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยมากำหนดไม่ เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยได้เพียง 3 เดือนเศษ ย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (รัตน กองแก้ว-ชวลิต ยอดเณร-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268287
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082028042"
    }
}
date
2548
deka_no
6844/2548
deka_running_no
6844
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "รัตน กองแก้ว",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 51"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุวรรณ ชัชวาลชัมพูนท"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทคเวอเนอ อีแอนด์ซี (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งวิศวกรชั่วคราว กำหนดค่าจ้างเดือนละ 70,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าที่พักอีก 10,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2547 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการที่ไม่ได้รับเงินเดือนในการทำงานจนครบตามสัญญาจ้างอีก 9 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 720,000 บาท จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก 70,000 บาท และหากมีการทำงานจนครบกำหนดตามสัญญา 1 ปี โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นค่าจ้างเดือนสุดท้ายอีก 90 วัน เป็นเงิน 210,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรด้านไฟฟ้าชั่วคราว โจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้คุณภาพ ซึ่งลักษณะงานต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง นอกจากนี้โจทก์ไม่เร่งรัดปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงภายในกำหนดเวลาตามปกติแต่กลับนำงานที่ควรจะทำเสร็จภายในเวลาทำงานปกติไปทำเป็นงานนอกเวลา ทั้งโจทก์ตอกบัตรลงเวลาและแสดงรายการใบแจ้งเวลาว่าโจทก์ทำงานในวันหยุดทำให้จำเลยหลงเชื่อว่าโจทก์ทำงานจริงจึงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลา แต่ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้ทำงานตามที่แจ้งไว้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย นอกจากนี้โจทก์นำอุปกรณ์เครื่องใช้ของจำเลยไปใช้และแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยจำเลยไม่ได้อนุญาต พฤติการณ์ดังกล่าวนี้จำเลยได้ตักเตือนโจทก์หลายครั้งแต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่นำพาและไม่ปรับปรุงพฤติกรรมให้เหมาะสมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า 70,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 19,000 บาท และค่าล่วงเวลาค้างจ่าย จำนวน 2,625.03 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 8,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นไม่ครบตามคำฟ้องหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานมีกำหนดเวลา 1 ปี แล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับค่าชดเชยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้เฉพาะประเด็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนประเด็นค่าชดเชยศาลแรงงานกลางมิได้มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับหรือไม่เพียงใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดีอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แต่เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2546 จึงถูกเลิกจ้างซึ่งมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยเพียง 3 เดือนเศษ ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ในค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเวลา 90 วัน โดยอ้างว่าหากโจทก์ทำงานกับจำเลยครบระยะเวลา 1 ปี ตามสัญญาแล้ว โจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยจำนวนดังกล่าวนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้ (1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหนึ่งปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน... (2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน..." นั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า จะต้องเป็นกรณีลูกจ้างที่ได้ทำงานจริงและมีระยะเวลาติดต่อกันครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย หาใช่เอาระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างมากำหนดว่าหากโจทก์ทำงานครบเวลาตามสัญญาจ้างแล้วโจทก์มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยมากำหนดไม่ เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยได้เพียง 3 เดือนเศษ ย่อมไม่มีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000786.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548