คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2550 ฉบับเต็ม

#268290
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง โจทก์ ร้อยตำรวจโทวิทยา เขื่อนใหญ่ ผู้ถูกกล่าวหา นายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 249 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (7) บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังยื่นฟ้องนายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดปากพนัง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 539/2545 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดปากพนังออกนั่งพิจารณา อ่านอธิบายฟ้อง และสอบถามคำให้การของจำเลย มีนายศุภชัย ชุมวงศ์ แสดงตนรับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ศาลจังหวัดปากพนังเห็นว่าบุคคลที่มาศาลไม่ใช่จำเลย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 529/2545 และศาลได้ไต่สวนดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลแก่นายศุภชัย นายนิคม ชุมวงศ์ นายสุพจน์ ณ นคร และนายถนอมศักดิ์ แซ่ตั้น แล้วเห็นว่านายศุภชัย นายนิคม นายสุพจน์ และนายถนอมศักดิ์ ร่วมกันเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาอันเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล และมีคำสั่งให้จำคุกนายศุภชัยกับนายนิคมคนละ 6 เดือน จำคุกนายสุพจน์กับนายถนอมศักดิ์คนละ 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ล.1/2545 หมายเลขแดงที่ ล.1/2545 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไต่สวนหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวและ เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มีคำสั่งให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา 6 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาก่อนว่า การที่พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 249) ซึ่งประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 11 (7) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 8 ให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฎีกาแทนศาลและเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยอันเป็นความผิดฐานร่วมกันและละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ...ฯลฯ... จากการไต่สวนของศาลชั้นต้นแม้จะปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นพนักงานสอบสวนในคดียาเสพติดให้โทษดังกล่าว แต่คำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวในชั้นไต่สวนในคดีที่บุคคลทั้งสี่เป็นผู้ถูกกล่าวหากับคำเบิกความของพยานอื่นอีกรวม 7 ปาก ในชั้นไต่สวนคดีนี้ มิได้มีผู้ใดเบิกความพาดพิงถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงชอบแล้ว ฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ฐานันท์ วรรณโกวิท-เกษม วีรวงศ์-พีรพล พิชยวัฒน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 บัญญัติว่า "พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ ดั่งนี้ ...ฯลฯ... (7) ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้" หลักการเรื่องที่พนักงานอัยการเข้ามาฎีกาในคดีละเมิดอำนาจศาลที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้นมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว เช่น ฎีกาที่ 99/2478 (ธร์มสาร เล่ม 19 หน้า 142) ระหว่าง อัยยการลำพูน โจทก์ นางกิมเฮียะ โค้วเอียมเอียะ จำเลย และที่ 112/2478 (ธร์มสาร เล่ม 19 หน้า 162) ระหว่าง อัยยการลำพูน โจทก์ นายแสงเมือง ณ ลำพูน จำเลย พนักงานอัยการเข้ามาในคดีโดยอาศัยอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ.127 มาตรา 35 ข้อ 3 เมื่อมีการใช้บังคับ พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พุทธศักราช 2478 มีฎีกาที่ 22/2497 นายทิ่น ใสเกื้อ โจทก์ นายปิ้ม ใสเกื้อ จำเลย ศาลจังหวัดปากพนังลงโทษทนายโจทก์และผู้เขียนคำฟ้องที่ลอบเติมมาตราในคำขอท้ายฟ้องฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังฎีกาได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พุทธศักราช 2478 มาตรา 19 (6) ฎีกาที่เป็นคดีตัวอย่างทำนองนี้ยังมี ฎีกาที่ 102/2507 (หน้า 154) ระหว่างนายประมุข เลขะกุล โจทก์ นายแวหะมะ ตะนิรี จำเลย นายวิชัย จารุสกุล ทนายจำเลยผู้ถูกกล่าวหา และคำว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยนั้น มีฎีกาที่ 2882/2546 นายเฮนดริก อดอล์ฟ คนิสฯ โจทก์ นายศราวุธ กิติพรพงษ์สุข ผู้ถูกกล่าวหา นางเพ็ญประไพ อินต๊ะยศ กับพวก จำเลย (ตอน 4 หน้า 611) วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าการรอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหามิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหา กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) พนักงานอัยการฎีกาไม่ได้ (พิพากษายกฎีกา) ในทางปฏิบัติในคดีที่พนักงานอัยการมิได้เป็นคู่ความ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งลงโทษบุคคลฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นทราบ พนักงานอัยการจึงจะเข้ามาในคดีได้ เรื่องที่พนักงานอัยการจะเข้ามาอุทธรณ์โดยไม่ได้เป็นคู่ความตั้งแต่แรก ยังมีในเรื่อง การปรับนายประกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268290
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082019890"
    }
}
date
2550
deka_no
118/2550
deka_running_no
118
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 11 (7)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง"
    },
    {
        "role": "ผู้ถูกกล่าวหา",
        "name": "ร้อยตำรวจโทวิทยา เขื่อนใหญ่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังยื่นฟ้องนายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดปากพนัง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 539/2545 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดปากพนังออกนั่งพิจารณา อ่านอธิบายฟ้อง และสอบถามคำให้การของจำเลย มีนายศุภชัย ชุมวงศ์ แสดงตนรับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ศาลจังหวัดปากพนังเห็นว่าบุคคลที่มาศาลไม่ใช่จำเลย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 529/2545 และศาลได้ไต่สวนดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลแก่นายศุภชัย นายนิคม ชุมวงศ์ นายสุพจน์ ณ นคร และนายถนอมศักดิ์ แซ่ตั้น แล้วเห็นว่านายศุภชัย นายนิคม นายสุพจน์ และนายถนอมศักดิ์ ร่วมกันเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาอันเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล และมีคำสั่งให้จำคุกนายศุภชัยกับนายนิคมคนละ 6 เดือน จำคุกนายสุพจน์กับนายถนอมศักดิ์คนละ 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ล.1/2545 หมายเลขแดงที่ ล.1/2545 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไต่สวนหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวและ เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มีคำสั่งให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาก่อนว่า การที่พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 249) ซึ่งประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 11 (7) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 8 ให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฎีกาแทนศาลและเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยอันเป็นความผิดฐานร่วมกันและละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ...ฯลฯ... จากการไต่สวนของศาลชั้นต้นแม้จะปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นพนักงานสอบสวนในคดียาเสพติดให้โทษดังกล่าว แต่คำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวในชั้นไต่สวนในคดีที่บุคคลทั้งสี่เป็นผู้ถูกกล่าวหากับคำเบิกความของพยานอื่นอีกรวม 7 ปาก ในชั้นไต่สวนคดีนี้ มิได้มีผู้ใดเบิกความพาดพิงถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงชอบแล้ว ฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 บัญญัติว่า "พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ ดั่งนี้ ...ฯลฯ... (7) ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้" หลักการเรื่องที่พนักงานอัยการเข้ามาฎีกาในคดีละเมิดอำนาจศาลที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้นมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว เช่น ฎีกาที่ 99/2478 (ธร์มสาร เล่ม 19 หน้า 142) ระหว่าง อัยยการลำพูน โจทก์ นางกิมเฮียะ โค้วเอียมเอียะ จำเลย และที่ 112/2478 (ธร์มสาร เล่ม 19 หน้า 162) ระหว่าง อัยยการลำพูน โจทก์ นายแสงเมือง ณ ลำพูน จำเลย พนักงานอัยการเข้ามาในคดีโดยอาศัยอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ.127 มาตรา 35 ข้อ 3 เมื่อมีการใช้บังคับ พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พุทธศักราช 2478 มีฎีกาที่ 22/2497 นายทิ่น ใสเกื้อ โจทก์ นายปิ้ม ใสเกื้อ จำเลย ศาลจังหวัดปากพนังลงโทษทนายโจทก์และผู้เขียนคำฟ้องที่ลอบเติมมาตราในคำขอท้ายฟ้องฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังฎีกาได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พุทธศักราช 2478 มาตรา 19 (6) ฎีกาที่เป็นคดีตัวอย่างทำนองนี้ยังมี ฎีกาที่ 102/2507 (หน้า 154) ระหว่างนายประมุข เลขะกุล โจทก์ นายแวหะมะ ตะนิรี จำเลย นายวิชัย จารุสกุล ทนายจำเลยผู้ถูกกล่าวหา และคำว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยนั้น มีฎีกาที่ 2882/2546 นายเฮนดริก อดอล์ฟ คนิสฯ โจทก์ นายศราวุธ กิติพรพงษ์สุข ผู้ถูกกล่าวหา นางเพ็ญประไพ อินต๊ะยศ กับพวก จำเลย (ตอน 4 หน้า 611) วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าการรอการลงโทษผู้ถูกกล่าวหามิใช่เป็นการปล่อยผู้ถูกกล่าวหา กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) พนักงานอัยการฎีกาไม่ได้ (พิพากษายกฎีกา) ในทางปฏิบัติในคดีที่พนักงานอัยการมิได้เป็นคู่ความ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งลงโทษบุคคลฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลชั้นต้นต้องแจ้งให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นทราบ พนักงานอัยการจึงจะเข้ามาในคดีได้ เรื่องที่พนักงานอัยการจะเข้ามาอุทธรณ์โดยไม่ได้เป็นคู่ความตั้งแต่แรก ยังมีในเรื่อง การปรับนายประกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ประทีป อ่าววิจิตรกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000711.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550