คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548 ฉบับเต็ม

#268378
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548 บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด โจทก์ ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 7, มาตรา 15, มาตรา 151, มาตรา 289, มาตรา 302 คำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามมาตรา 7 (2) ต้องเสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง มิได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับเป็นการไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และ 101969 ของจำเลยออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้งสองแปลงติดจำนองอยู่กับผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 894/2545 ของศาลแขวงนครราชสีมา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 236,119.90 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องชอบที่จะได้เงินที่ขายที่ดินที่ยึดนั้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ มิใช่ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 บัญญัติเพียงว่าให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี มิได้จำกัดว่าจะต้องกระทำเฉพาะต่อศาลที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นต้น และความในมาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลที่บังคับคดีแทนจะต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้าซึ่งมีผลเสมือนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคบคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเป็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง (สมคักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ในกรณีที่มีการนำคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว ไม่ว่าเป็นคดีมีข้อพิพาทหรือไม่มีข้อพิพาท ถ้าผู้ที่เป็นคู่ความมีความประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องใดอาจยื่นเป็นคำขอหรือคำร้องต่อศาลได้ ต่างกับบุคคลภายนอกที่ต้องทำเป็นรูปคำร้องขอยื่นต่อศาล คำร้องขอจึงอาจเป็นคำร้องขอเริ่มต้นคดีในคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ซึ่งเป็นคำฟ้องตามความหมายในมาตรา 1 (3) หรือเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอต่อศาลซึ่งไม่ใช่คำร้องขอตามมาตรา 188 ที่บางกรณีอาจเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) เช่น คำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะเป็นโจทก์ตามมาตรา 57 (1) เป็นต้น แต่บางกรณีอาจไม่เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) เช่น คำร้องขอของเจ้าหนี้จำนองตามมาตรา 289 มาตรา 7 (2) ระบุถึงคำฟ้องหรือคำร้องขอ สำหรับคำร้องขอดังกล่าวเป็นคำร้องขอที่บุคคลภายนอกยื่นต่อศาลมิใช่คำร้อง ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีตามมาตรา 289 ต้องยื่นต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 7 (2) นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ที่ระบุว่าเป็นคำร้องนั้น น่าจะคลาดเคลื่อนไปและไม่ตรงกับบทบัญญัติในมาตรา 7 (2) และมาตรา 289 ที่ใช้คำว่า คำร้องขอ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268378
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027715"
    }
}
date
2548
deka_no
7565/2548
deka_running_no
7565
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมคักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 15",
            "ม. 151",
            "ม. 289",
            "ม. 302"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และ 101969 ของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้งสองแปลงติดจำนองอยู่กับผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 894/2545 ของศาลแขวงนครราชสีมา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 236,119.90 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องชอบที่จะได้เงินที่ขายที่ดินที่ยึดนั้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ มิใช่ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 บัญญัติเพียงว่าให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี มิได้จำกัดว่าจะต้องกระทำเฉพาะต่อศาลที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นต้น และความในมาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลที่บังคับคดีแทนจะต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้าซึ่งมีผลเสมือนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคบคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเป็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ในกรณีที่มีการนำคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว ไม่ว่าเป็นคดีมีข้อพิพาทหรือไม่มีข้อพิพาท ถ้าผู้ที่เป็นคู่ความมีความประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องใดอาจยื่นเป็นคำขอหรือคำร้องต่อศาลได้ ต่างกับบุคคลภายนอกที่ต้องทำเป็นรูปคำร้องขอยื่นต่อศาล คำร้องขอจึงอาจเป็นคำร้องขอเริ่มต้นคดีในคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ซึ่งเป็นคำฟ้องตามความหมายในมาตรา 1 (3) หรือเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอต่อศาลซึ่งไม่ใช่คำร้องขอตามมาตรา 188 ที่บางกรณีอาจเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) เช่น คำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะเป็นโจทก์ตามมาตรา 57 (1) เป็นต้น แต่บางกรณีอาจไม่เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) เช่น คำร้องขอของเจ้าหนี้จำนองตามมาตรา 289 มาตรา 7 (2) ระบุถึงคำฟ้องหรือคำร้องขอ สำหรับคำร้องขอดังกล่าวเป็นคำร้องขอที่บุคคลภายนอกยื่นต่อศาลมิใช่คำร้อง ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีตามมาตรา 289 ต้องยื่นต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 7 (2) นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ที่ระบุว่าเป็นคำร้องนั้น น่าจะคลาดเคลื่อนไปและไม่ตรงกับบทบัญญัติในมาตรา 7 (2) และมาตรา 289 ที่ใช้คำว่า คำร้องขอ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000783.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548