คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7600/2548 ฉบับเต็ม

#268381
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7600/2548 นางสาวจริยา จันทร์ศิริ โจทก์ นางรุ่งกิจ ไพบูลย์พานิชย์กิจ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 175, มาตรา 247 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจตรีอร่าม จงสวัสดิ์ ผู้ตาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วและบ้าน 2 หลัง ออกไปจากที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งพันตำรวจตรีอร่ามซื้อมาพร้อมกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ และเป็นทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอร่าม จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา และที่ดินอีกประมาณ 5 ไร่ โดยใช้ชื่อพันตำรวจตรีอร่ามเป็นผู้ซื้อแทนจำเลย จำเลยเป็นผู้ชำระค่าที่ดินที่ซื้อและครอบครองตลอดมา ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอร่าม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินและรื้อถอนรั้วรวมทั้งบ้าน 2 หลัง ออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ของพันตำรวจตรีอร่าม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โดยทนายจำเลยลงลายมือชื่อไม่คัดค้านการขอถอนฟ้องมาท้ายคำร้อง และจำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ อ้างว่าตกลงกับโจทก์และทายาทของพันตำรวจตรีอร่ามได้แล้วตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกท้ายคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย 11,000 บาท และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้น ย่อมเป็นผลทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธณ์ฝ่ายเดียว โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย หากโจทก์ประสงค์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ก็ชอบที่จะยื่นต่อศาลชั้นต้นในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้วย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และคดีนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โดยโจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สมคักดิ์ เนตรมัย-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268381
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027624"
    }
}
date
2548
deka_no
7600/2548
deka_running_no
7600
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สมคักดิ์ เนตรมัย",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 175",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวจริยา จันทร์ศิริ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรุ่งกิจ ไพบูลย์พานิชย์กิจ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจตรีอร่าม จงสวัสดิ์ ผู้ตาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วและบ้าน 2 หลัง ออกไปจากที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งพันตำรวจตรีอร่ามซื้อมาพร้อมกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ และเป็นทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอร่าม

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา และที่ดินอีกประมาณ 5 ไร่ โดยใช้ชื่อพันตำรวจตรีอร่ามเป็นผู้ซื้อแทนจำเลย จำเลยเป็นผู้ชำระค่าที่ดินที่ซื้อและครอบครองตลอดมา ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอร่าม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินและรื้อถอนรั้วรวมทั้งบ้าน 2 หลัง ออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ของพันตำรวจตรีอร่าม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โดยทนายจำเลยลงลายมือชื่อไม่คัดค้านการขอถอนฟ้องมาท้ายคำร้อง และจำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ อ้างว่าตกลงกับโจทก์และทายาทของพันตำรวจตรีอร่ามได้แล้วตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกท้ายคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย 11,000 บาท และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้น ย่อมเป็นผลทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธณ์ฝ่ายเดียว โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย หากโจทก์ประสงค์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ก็ชอบที่จะยื่นต่อศาลชั้นต้นในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้วย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และคดีนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โดยโจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000782.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548