คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548 ฉบับเต็ม

#268385
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548 ธนาคารซิตี้แบงก์ โจทก์ นางสาวกันยา วนิชชานันท์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), มาตรา 144, มาตรา 173, มาตรา 248 คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,873.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,738.23 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อ้างว่าจำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากเจ้าหน้าที่มิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสยื่นคำให้การและนำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 วันที่ 18 มิถุนายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เสร็จขอขยายระยะเวลาออกไป 45 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่สองอ้างว่า จำเลยมีเงินไม่เพียงพอที่จะจ้างทนายความยื่นฎีกา ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองฉบับของจำเลยรวมกันและพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท จึงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กรณีหาใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย จุลนิติ์-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง เป็นเรื่องของการยื่นคำฟ้องต่อศาล ที่ทำให้คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และมีผลตาม (1) ที่ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ที่เรียกกันว่า เป็นฟ้องซ้อน เพื่อมิให้คดีหนึ่งได้รับการพิจารณาจากศาลหลายครั้งหรือหลายศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว และไม่มีการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว คดีจึงไม่อยู่ในระหว่างพิจารณา จะเกิดผลที่ห้ามฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) หาได้ไม่ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แม้คำร้องดังกล่าวซึ่งจำเลยเป็นผู้ยื่น จะเป็นคำฟ้องตามความหมายในมาตรา 1 (3) ก็ตาม ก็ไม่อาจเป็นการยื่นคำฟ้องที่กระทำโดยโจทก์ตามมาตรา 173 วรรคสองไปได้ จึงไม่มีคดีอยู่ในระหว่างขึ้นมาอีก การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ในขณะที่คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่น่าจะเป็นฟ้องซ้อน แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 อีกจึงน่าจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268385
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027623"
    }
}
date
2548
deka_no
7603/2548
deka_running_no
7603
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (3)",
            "ม. 144",
            "ม. 173",
            "ม. 248"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารซิตี้แบงก์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวกันยา วนิชชานันท์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,873.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,738.23 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อ้างว่าจำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากเจ้าหน้าที่มิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสยื่นคำให้การและนำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2544

วันที่ 18 มิถุนายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เสร็จขอขยายระยะเวลาออกไป 45 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544

ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่สองอ้างว่า จำเลยมีเงินไม่เพียงพอที่จะจ้างทนายความยื่นฎีกา ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองฉบับของจำเลยรวมกันและพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท จึงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กรณีหาใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง เป็นเรื่องของการยื่นคำฟ้องต่อศาล ที่ทำให้คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และมีผลตาม (1) ที่ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ที่เรียกกันว่า เป็นฟ้องซ้อน เพื่อมิให้คดีหนึ่งได้รับการพิจารณาจากศาลหลายครั้งหรือหลายศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว และไม่มีการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว คดีจึงไม่อยู่ในระหว่างพิจารณา จะเกิดผลที่ห้ามฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) หาได้ไม่ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แม้คำร้องดังกล่าวซึ่งจำเลยเป็นผู้ยื่น จะเป็นคำฟ้องตามความหมายในมาตรา 1 (3) ก็ตาม ก็ไม่อาจเป็นการยื่นคำฟ้องที่กระทำโดยโจทก์ตามมาตรา 173 วรรคสองไปได้ จึงไม่มีคดีอยู่ในระหว่างขึ้นมาอีก การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ในขณะที่คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่น่าจะเป็นฟ้องซ้อน แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 อีกจึงน่าจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000782.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548