ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2550
นายสวน แสงโสม
โจทก์
นายบัวลี ชาดี กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1377, มาตรา 1378
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247
แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ม. จะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า ม. จึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อ ม.ส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย ม. ย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ม. ให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อ ม. ออกจากโฉนดที่ดินพิพาทปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันไปดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 16552 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 146 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อนางฟอง ชาดี เป็นเจ้าของ หลังจากนางฟองถึงแก่ความตายนายมา ชาดี ซึ่งเป็นสามีได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ และทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2519 ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คงส่งมอบการครอบครองให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2519 ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 416 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อโจทก์และนายมาเป็นเจ้าของร่วมกัน หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี นายมาถึงแก่ความตาย ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 16552 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีมีชื่อโจทก์และนายมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายมาให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายมาจะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า นายมาจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อนายมาส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย นายมาย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายมาให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ