คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 37/2549 ฉบับเต็ม

#268407
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 37/2549 เมืองพัทยา โจทก์ นางรำไพ กาญจนวาหะ จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25, มาตรา 38 (เดิม), มาตรา 42 จำเลยได้รับการแจ้งการประเมินจากพนักงานเก็บภาษีสำหรับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จำเลยซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานเก็บภาษีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับการแจ้งประเมิน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 38 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อจำเลยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 และมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระแล้ว ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 จึงเป็นค่าภาษีค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงยังอยุ่ภายในระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ยังไม่ขาดอายุความ จำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากจำเลยไม่พอใจกฎหมายกำหนดวิธีการให้จำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน หากจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 จำเลยย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นเกี่ยวกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในชั้นศาลได้ เพราะปัญหาดังกล่าวย่อมยุติไปในชั้นการประเมินแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำนวน 247,500 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำนวน 247,500 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง คำให้การและคำแถลงรับของคู่ความว่า จำเลยได้ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 ถึง 2537 สำหรับโรงเรือนและที่ดินเลขที่ 465/64 หมู่ที่ 9 ซอยสำนักสงฆ์ ถนนพัทยากลาง ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต่อโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 โจกท์ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2537 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 และมิได้มีคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ในภาษี 2535 ถึง 2537 จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินพิพาท และจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไปเมื่อปี 2538 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์โดยสรุปความได้ว่า แม้พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งการยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินตามมาตรา 19 ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องร้องของโจทก์คงอยู่ใต้อายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้กล่าวคือ หนี้ค่าภาษีค้างชำระปี 2535 และ 2536 ย่อมถือว่าเป็นค่าภาษีค้างชำระตามาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงเรียกร้องได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 และกุมภาพันธ์ 2536 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 (ที่ถูกคือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537) สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 จึงขาดอายุความเห็นว่าจำเลยได้รับแจ้งการประเมินจากพนักงานเก็บภาษีสำหรับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จำเลยซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานเก็บภาษีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 38 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อจำเลยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระแล้ว ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 จึงเป็นค่าภาษีค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป หาใช่นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 และ 2536 ตามที่จำเลยเข้าใจแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงยังอยู่ภายในระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยสามารถโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยหรือไม่ในชั้นศาลได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากจำเลยไม่พอใจกฎหมายกำหนดวิธีการให้จำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน หากจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นเกี่ยวกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในชั้นศาลได้ เพราะปัญหาดังกล่าวย่อมยุติไปในชั้นการประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" (ชาลี ทัพภวิมล-ทองหล่อ โฉมงาม-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษีที่เสียโดยวิธีประเมินของเจ้าพนักงานประเมินมิได้เสียโดยวิธีประเมินตนเองเหมือนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร การเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเริ่มต้นโดยผู้เสียภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี พนักงานเจ้าหน้าที่จะไต่สวนตรวจตราและกำหนดค่ารายปีแห่งทรัพย์สินและค่าภาษีที่จะต้องเสียแล้วแจ้งรายการตามที่ได้กำหนดไว้นั้นไปยังพนักงานเก็บภาษี เพื่อให้แจ้งรายการประเมินไปยังผู้เสียภาษีทราบโดยมิชักช้า เมื่อผู้เสียภาษีได้รับแจ้งรายการประเมินแล้วจะต้องนำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานเก็บภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันทื่ได้รับแจ้งการประเมิน ณ สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตั้งอยู่หรือสถานที่อื่นที่ผู้บริหารท้องถิ่นกำหนด (เดิม 90 วัน) อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เสียภาษีเห็นว่าการประเมินไม่ชอบก็มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินโดยการขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาการประเมินใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นมีคำชี้ขาดแล้ว หากผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิอุทธรณ์โดยยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด แต่จะต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงจะยื่นฟ้องได้ ถ้าผู้เสียภาษีมิได้อุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่นและมิได้นำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานงานเก็บภาษีภายในกำหนด ค่าภาษีนั้นก็เป็นค่าภาษีที่ค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะยึด อายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีเงินเพิ่ม ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล แต่ถ้าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสงค์ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลก็ต้องยื่นฟ้องภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 โดยเริ่มนับอายุความนับแต่วันครบกำหนดชำระค่าภาษีตามที่ได้รับแจ้งจากพนักงานเก็บภาษี ดังเช่นคดีนี้ครบกำหนดชำระค่าภาษีตามที่ได้รับแจ้งจากพนักงานเก็บภาษี ดังเช่นคดีนี้วันครบกำหนดชำระค่าภาษีคือวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ กรณีแตกต่างกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรที่แม้จะมีอายุความ 10 ปีเหมือนกัน แต่การประเมินเริ่มนับอายุความนั้นเริ่มแต่วันครบกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการเพราะภาษีทั้งสี่ประเภทเสียโดยวิธีประเมินตนเองคือผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการโดยไม่ต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีก่อน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภายในเดือนมีนาคม อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามถ้ามีการประเมินภาษีโดยเจ้าพนักงานประเมิน เนื่องจากผู้เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการหรือยื่นแบบแสดงรายการแต่ไม่ถูกต้อง อายุความย่อมสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ การยื่นฟ้องจึงอาจยื่นฟ้องเกิน 10 ปีได้ ชัยสิทธิ์ ตราชู
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268407
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027063"
    }
}
date
2549
deka_no
37/2549
deka_running_no
37
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 25",
            "ม. 38 (เดิม)",
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "เมืองพัทยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรำไพ กาญจนวาหะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำนวน 247,500 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำนวน 247,500 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง คำให้การและคำแถลงรับของคู่ความว่า จำเลยได้ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 ถึง 2537 สำหรับโรงเรือนและที่ดินเลขที่ 465/64 หมู่ที่ 9 ซอยสำนักสงฆ์ ถนนพัทยากลาง ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต่อโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 โจกท์ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2537 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 และมิได้มีคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ในภาษี 2535 ถึง 2537 จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินพิพาท และจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไปเมื่อปี 2538 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์โดยสรุปความได้ว่า แม้พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งการยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินตามมาตรา 19 ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องร้องของโจทก์คงอยู่ใต้อายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้กล่าวคือ หนี้ค่าภาษีค้างชำระปี 2535 และ 2536 ย่อมถือว่าเป็นค่าภาษีค้างชำระตามาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงเรียกร้องได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 และกุมภาพันธ์ 2536 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 (ที่ถูกคือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537) สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 จึงขาดอายุความเห็นว่าจำเลยได้รับแจ้งการประเมินจากพนักงานเก็บภาษีสำหรับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จำเลยซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานเก็บภาษีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 38 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อจำเลยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระแล้ว ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 จึงเป็นค่าภาษีค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป หาใช่นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 และ 2536 ตามที่จำเลยเข้าใจแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงยังอยู่ภายในระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยสามารถโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยหรือไม่ในชั้นศาลได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากจำเลยไม่พอใจกฎหมายกำหนดวิธีการให้จำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน หากจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นเกี่ยวกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในชั้นศาลได้ เพราะปัญหาดังกล่าวย่อมยุติไปในชั้นการประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นภาษีที่เสียโดยวิธีประเมินของเจ้าพนักงานประเมินมิได้เสียโดยวิธีประเมินตนเองเหมือนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร การเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเริ่มต้นโดยผู้เสียภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี พนักงานเจ้าหน้าที่จะไต่สวนตรวจตราและกำหนดค่ารายปีแห่งทรัพย์สินและค่าภาษีที่จะต้องเสียแล้วแจ้งรายการตามที่ได้กำหนดไว้นั้นไปยังพนักงานเก็บภาษี เพื่อให้แจ้งรายการประเมินไปยังผู้เสียภาษีทราบโดยมิชักช้า เมื่อผู้เสียภาษีได้รับแจ้งรายการประเมินแล้วจะต้องนำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานเก็บภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันทื่ได้รับแจ้งการประเมิน ณ สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตั้งอยู่หรือสถานที่อื่นที่ผู้บริหารท้องถิ่นกำหนด (เดิม 90 วัน) อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เสียภาษีเห็นว่าการประเมินไม่ชอบก็มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินโดยการขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาการประเมินใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นมีคำชี้ขาดแล้ว หากผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิอุทธรณ์โดยยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด แต่จะต้องชำระค่าภาษีก่อนจึงจะยื่นฟ้องได้ ถ้าผู้เสียภาษีมิได้อุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่นและมิได้นำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานงานเก็บภาษีภายในกำหนด ค่าภาษีนั้นก็เป็นค่าภาษีที่ค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะยึด อายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีเงินเพิ่ม ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล แต่ถ้าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสงค์ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลก็ต้องยื่นฟ้องภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 โดยเริ่มนับอายุความนับแต่วันครบกำหนดชำระค่าภาษีตามที่ได้รับแจ้งจากพนักงานเก็บภาษี ดังเช่นคดีนี้ครบกำหนดชำระค่าภาษีตามที่ได้รับแจ้งจากพนักงานเก็บภาษี ดังเช่นคดีนี้วันครบกำหนดชำระค่าภาษีคือวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ กรณีแตกต่างกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรที่แม้จะมีอายุความ 10 ปีเหมือนกัน แต่การประเมินเริ่มนับอายุความนั้นเริ่มแต่วันครบกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการเพราะภาษีทั้งสี่ประเภทเสียโดยวิธีประเมินตนเองคือผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการโดยไม่ต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีก่อน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภายในเดือนมีนาคม อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามถ้ามีการประเมินภาษีโดยเจ้าพนักงานประเมิน เนื่องจากผู้เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการหรือยื่นแบบแสดงรายการแต่ไม่ถูกต้อง อายุความย่อมสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ การยื่นฟ้องจึงอาจยื่นฟ้องเกิน 10 ปีได้ ชัยสิทธิ์ ตราชู
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000777.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549