คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2550 ฉบับเต็ม

#268413
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095/2550 นางสุมาลี วิลาศ โจทก์ กระทรวงศึกษาธิการ จำเลย พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 มาตรา 25, มาตรา 26 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ มาตรา 25 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม และมาตรา 26 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (11) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้ (3) กรม หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น... วรรคสอง บัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น... วรรคสอง บัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (3) มีฐานะเป็นกรม และหมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือทบวง ตามที่กำหนดใน พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการของกรมหรือตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้น จากบทกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อจำเลย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องฟ้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,040,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โรงเรียนบ้านหนองนกเขาเป็นส่วนราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากจำเลย สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มิใช่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 หมวด 11 กระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 25 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม และมาตรา 26 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (11) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้ (3) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น...วรรคสองบัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (3) มีฐานะเป็นกรม และหมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือทบวง ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรม หรือตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้นจากบทกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อจำเลย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องฟ้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนักและพายุพัดแรงผู้ตายได้วิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เนื่องจากพายุพัดแรงเป็นเหตุให้โป๊ะไฟหล่นจากเพดาน ไฟฟ้าจึงช็อตผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย ...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าได้หล่นลงมาก่อนวันเกิดเหตุ นายไสว ตลับไธสง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านหนองนกเขา และมีหน้าที่ดูแลมิได้ใช้ความระมัดระวังซ่อมแซมดูแลแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อและเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า บิดามารดาของผู้ตายประกอบอาชีพทำไร่ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ตายจะได้รับการส่งเสียให้เล่าเรียนสูงขึ้นและน่าเชื่อว่าผู้ตายหากโตขึ้นคงต้องประกอบอาชีพเช่นเดียวกับบิดามารดา คือทำไร่ เห็นว่า ข้อฎีกาของจำเลยเช่นนี้เป็นข้อที่จำเลยคาดเดาไปเองอาชีพทำไร่มิใช่ว่าจะเป็นอาชีพที่ไม่สามารถที่จะมีเงินพอส่งเสียบุตรให้เล่าเรียนได้ทั้งเป็นเรื่องในอนาคต แต่ที่ไม่อาจโต้เถียงได้ก็คือผู้ตายจะต้องเติบโตขึ้นมาและมีอาชีพการงานถึงแม้จะจบมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องมีเงินส่งเสียบิดามารดาบ้าง การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์เป็นเงิน 540,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (บุญส่ง น้อยโสภณ-ชาลี ทัพภวิมล-สิทธิชัย พรหมศร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268413
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018711"
    }
}
date
2550
deka_no
1095/2550
deka_running_no
1095
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "บุญส่ง น้อยโสภณ",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "สิทธิชัย พรหมศร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 25",
            "ม. 26"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 18 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 32 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุมาลี วิลาศ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กระทรวงศึกษาธิการ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,040,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โรงเรียนบ้านหนองนกเขาเป็นส่วนราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแยกต่างหากจากจำเลย สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มิใช่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 หมวด 11 กระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 25 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม และมาตรา 26 บัญญัติว่า กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (11) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 หมวด 2 การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหรือทบวง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้ (3) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น...วรรคสองบัญญัติว่า ให้...ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (3) มีฐานะเป็นกรม และหมวด 4 การจัดระเบียบราชการในกรม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงหรือทบวง ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรม หรือตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมนั้นจากบทกฎหมายที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นส่วนราชการซึ่งขึ้นตรงต่อจำเลย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของจำเลย ดังนั้น การกระทำของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติก็เสมือนเป็นตัวแทนของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องฟ้องเรียกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมาเป็นจำเลยร่วม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนักและพายุพัดแรงผู้ตายได้วิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เนื่องจากพายุพัดแรงเป็นเหตุให้โป๊ะไฟหล่นจากเพดาน ไฟฟ้าจึงช็อตผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย ...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าได้หล่นลงมาก่อนวันเกิดเหตุ นายไสว ตลับไธสง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านหนองนกเขา และมีหน้าที่ดูแลมิได้ใช้ความระมัดระวังซ่อมแซมดูแลแผงไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อและเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า บิดามารดาของผู้ตายประกอบอาชีพทำไร่ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ตายจะได้รับการส่งเสียให้เล่าเรียนสูงขึ้นและน่าเชื่อว่าผู้ตายหากโตขึ้นคงต้องประกอบอาชีพเช่นเดียวกับบิดามารดา คือทำไร่ เห็นว่า ข้อฎีกาของจำเลยเช่นนี้เป็นข้อที่จำเลยคาดเดาไปเองอาชีพทำไร่มิใช่ว่าจะเป็นอาชีพที่ไม่สามารถที่จะมีเงินพอส่งเสียบุตรให้เล่าเรียนได้ทั้งเป็นเรื่องในอนาคต แต่ที่ไม่อาจโต้เถียงได้ก็คือผู้ตายจะต้องเติบโตขึ้นมาและมีอาชีพการงานถึงแม้จะจบมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องมีเงินส่งเสียบิดามารดาบ้าง การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์เป็นเงิน 540,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000701.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550