คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 77/2549 ฉบับเต็ม

#268484
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 77/2549 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา โจทก์ นายมณฑล พันชะศรี จำเลย ป.อ. มาตรา 90 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, มาตรา 134, มาตรา 160, มาตรา 160 ทวิ จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งขันกันตามถนน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขรพ สข 539 แข่งกับพวกไปตามถนนกาญจนวานิช ซึ่งเป็นทางตามกฎหมายจราจรทางบกทำให้ประชาชนผู้ขับรถสัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าว และผู้ที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับเส้นทางที่จำเลยกับพวกขับรถแข่งกัน ได้รับความเดือดร้อนและรำคาญเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นจำเลยยังขับรถด้วยความเร็วสูง ด้วยความคึกคะนอง แซงซ้ายแซงขวาไปมา ปาดหน้ารถคันอื่นในระยะกระชั้นชิดโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานให้แข่งรถในทางได้ จำเลยขับรถดังกล่าวไปตามถนนกาญจนวานิช ในขณะจำเลยเมาสุราและโดยไม่มีกระจกมองหลังติดอยู่ อันเป็นการใช้รถที่มีอุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วน พร้อมทั้งรถคันดังกล่าวได้ดัดแปลงสภาพโดยโหลดรถให้ต่ำลง ผิดไปจากรายการจดทะเบียนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 43, 160, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12, 14, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 83, 91 ให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยเรียกประกันทัณฑ์บนแก่จำเลยและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (8), 160 วรรคสาม, 134 วรรคหนึ่ง, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12, 14, 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแข่งรถในทางกับฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานใช้รถที่มีอุปกรณ์ไม่ถูกต้อง ปรับ 2,000 บาท ฐานดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียน ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วไม่มีเหตุรอการลงโทษ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือเดือดร้อนของผู้อื่นและฐานขับรถในขณะเมาสุรา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับฐานใช้รถที่มีอุปกรณ์ไม่ถูกต้องกับฐานดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนแล้ว จำคุก 1 เดือน และปรับ 14,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน ต่อครั้งภายในเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติจะเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่น กับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถขณะเมาสุราเพียงแต่จำเลยเมาสุราแล้วขับรถในทางจราจรก็มีความผิดทันทีโดยไม่ต้องมีบุคคลอื่นร่วมกระทำผิดด้วย ส่วนความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องมีผู้กระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและรถที่ใช้ขับแข่งกันตั้งแต่ 2 คันขึ้นไป ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งขันกันตามถนน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-บุญส่ง น้อยโสภณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268484
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026970"
    }
}
date
2549
deka_no
77/2549
deka_running_no
77
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "บุญส่ง น้อยโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 43",
            "ม. 134",
            "ม. 160",
            "ม. 160 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมณฑล พันชะศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขรพ สข 539 แข่งกับพวกไปตามถนนกาญจนวานิช ซึ่งเป็นทางตามกฎหมายจราจรทางบกทำให้ประชาชนผู้ขับรถสัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าว และผู้ที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับเส้นทางที่จำเลยกับพวกขับรถแข่งกัน ได้รับความเดือดร้อนและรำคาญเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นจำเลยยังขับรถด้วยความเร็วสูง ด้วยความคึกคะนอง แซงซ้ายแซงขวาไปมา ปาดหน้ารถคันอื่นในระยะกระชั้นชิดโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานให้แข่งรถในทางได้ จำเลยขับรถดังกล่าวไปตามถนนกาญจนวานิช ในขณะจำเลยเมาสุราและโดยไม่มีกระจกมองหลังติดอยู่ อันเป็นการใช้รถที่มีอุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วน พร้อมทั้งรถคันดังกล่าวได้ดัดแปลงสภาพโดยโหลดรถให้ต่ำลง ผิดไปจากรายการจดทะเบียนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 43, 160, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12, 14, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 83, 91 ให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยเรียกประกันทัณฑ์บนแก่จำเลยและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (8), 160 วรรคสาม, 134 วรรคหนึ่ง, 160 ทวิ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12, 14, 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแข่งรถในทางกับฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานใช้รถที่มีอุปกรณ์ไม่ถูกต้อง ปรับ 2,000 บาท ฐานดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียน ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วไม่มีเหตุรอการลงโทษ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือเดือดร้อนของผู้อื่นและฐานขับรถในขณะเมาสุรา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับฐานใช้รถที่มีอุปกรณ์ไม่ถูกต้องกับฐานดัดแปลงสภาพรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนแล้ว จำคุก 1 เดือน และปรับ 14,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน ต่อครั้งภายในเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติจะเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่น กับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถขณะเมาสุราเพียงแต่จำเลยเมาสุราแล้วขับรถในทางจราจรก็มีความผิดทันทีโดยไม่ต้องมีบุคคลอื่นร่วมกระทำผิดด้วย ส่วนความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องมีผู้กระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและรถที่ใช้ขับแข่งกันตั้งแต่ 2 คันขึ้นไป ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งขันกันตามถนน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000776.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549