คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2550 ฉบับเต็ม

#268490
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2550 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายศราวุธหรือสราวุฒิ ชินนะภาหรือชินภา จำเลย ป.อ. มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 158 (6), มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคสี่ พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และ (6) เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด และความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2532 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยกับนายจำรัส มุ่งสวนกลางร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่นายมาลัย ชำรัมย์ นายจำลอง วิชัยรัมย์ และนายบุญมี ชุ่มสูงเนิน ผู้เสียหายเพื่อไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามว่า สามารถหางานในประเทศสิงคโปร์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานในประเทศสิงคโปร์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินจากผู้เสียหายคนละ 15,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายทั้งสามขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหานี้จึงระงับไป ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้งสามจนพอใจสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ฟ้องฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อ ข. ตอนหลังบรรยายว่า ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ตามที่หลอกลวงได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งสาม คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษไม่ได้ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ จึงเป็นอันระงับไป และการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งโจทก์มิได้มีคำขอโดยมิได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว แม้จะมิได้ระบุมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ก็เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้คำพิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด และความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้ ทั้งการกระทำความผิดของจำเลยก็มิได้เป็นเรื่องของการรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (บวร กุลทนันทน์-ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268490
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018716"
    }
}
date
2550
deka_no
1077/2550
deka_running_no
1077
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "บวร กุลทนันทน์",
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 158 (6)",
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคสี่"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 91 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศราวุธหรือสราวุฒิ ชินนะภาหรือชินภา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2532 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยกับนายจำรัส มุ่งสวนกลางร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่นายมาลัย ชำรัมย์ นายจำลอง วิชัยรัมย์ และนายบุญมี ชุ่มสูงเนิน ผู้เสียหายเพื่อไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามว่า สามารถหางานในประเทศสิงคโปร์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานในประเทศสิงคโปร์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินจากผู้เสียหายคนละ 15,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 45,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายทั้งสามขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหานี้จึงระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้งสามจนพอใจสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ฟ้องฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อ ข. ตอนหลังบรรยายว่า ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ตามที่หลอกลวงได้ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งสาม คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ลงโทษไม่ได้ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ จึงเป็นอันระงับไป และการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งโจทก์มิได้มีคำขอโดยมิได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว แม้จะมิได้ระบุมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ก็เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวด้วย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้คำพิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด และความผิดดังกล่าวมีโทษสูงกว่าโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และเป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้ ทั้งการกระทำความผิดของจำเลยก็มิได้เป็นเรื่องของการรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000701.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550