ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2549
พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
โจทก์
นายสมหวังหรือเศียร อินขาว
จำเลย
ป.อ. มาตรา 69, มาตรา 290
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
โจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชาย ค. เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้วลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชาย ค. ซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนเองได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง 220 โวลท์ ที่สามารถทำให้ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูงมากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตาม ป.อ. มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลย ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 12 ครั้ง ในระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 42 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชายคณิตหรือบอม เพิ่มขึ้น เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้วลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชายคณิตซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนเองได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง 220 โวลท์ ที่สามารถทำให้ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูงมากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ทั้งที่จำเลยสามารถใช้วิธีการอื่นในการป้องกันพืชผลของตนโดยไม่จำต้องใช้วิธีการรุนแรงเช่นนั้น แม้จำเลยจะได้พยายามเยียวยาความเสียหายให้แก่บิดาของผู้ตายโดยชดใช้เงินบางส่วนก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
(ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-บุญส่ง น้อยโสภณ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ เป็นประเด็นในเรื่องการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งในเรื่องดังกล่าวศาลฎีกาได้วางแนวไว้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า หากเป็นคนร้ายเจ้าของทรัพย์สามารถอ้างหลักในเรื่องป้องกันได้ (เช่น ฎ.1923/2519) ในทางกลับกัน หากเป็นคนดี ศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีดังกล่าวเจ้าของทรัพย์ไม่อาจที่จะอ้างหลักในเรื่องป้องกันได้ (เช่น ฎ.32/2510, 1999/2511, 4884/2528) เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ยุติแล้วว่า เป็นการป้องกันทรัพย์ที่กระทำต่อคนร้าย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์ของตนเองได้ แต่การป้องกันของจำเลยเป็นการป้องกันที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามมาตรา 69 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะทรัพย์ที่ลักมีราคาเล็กน้อย ปัญหาว่าการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้าเป็นกรณีที่อ้างหลักในเรื่องการป้องกันได้หรือไม่นั้น ถ้าพิจารณาจากหลักในเรื่องป้องกันจะเห็นได้ว่า ในส่วนขององค์ประกอบในเรื่องการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายคงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ปัญหาว่าการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้าถือได้หรือไม่ว่าเป็นการประทุษร้าย "ที่ใกล้จะถึง" นักกฎหมายเยอรมันเอง (เช่น Prof.Dr.Dr.h.c.mult. Claus Roxin) ก็ยอมรับว่าในกรณีดังกล่าวเป็นการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึงแล้ว แม้ว่าเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งเพื่อป้องกันขโมยจะได้ติดตั้งไว้นานก่อนที่จะมีการประทุษร้ายก็ตาม หากว่าเครื่องมือดังกล่าวได้ทำงานครั้งแรกเมื่อมีการประทุษร้าย ก็ถือว่าเป็นการตอบโต้ต่อการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึงแล้ว ส่วนปัญหาว่าการใช้เครื่องมือป้องกันขโมยดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง (vgl.Roxin, Strafrecht : Allgemeiner Teil, Band I, 3 Auflage, 1997, บที่ 15, หัวข้อ 29) ความเห็นดังกล่าวของ เช่น Prof.Dr.Dr.h.c.mult. Claus Roxin ผู้เขียนเองออกจะไม่ค่อยเห็นด้วย หากเราพิจารณาถึงหลักกฎหมายในเรื่องของการป้องกันตามกฎหมายเยอรมัน (รายละเอียดดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายอาญาเยอรมัน, ดุลพาห เล่ม 4 ปีที่ 43 ตุลาคม - ธันวาคม 2539, หน้า 133 - 148) ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับกฎหมายไทยเลยภยันตรายที่ใกล้จะถึงต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นโดยตรง เกิดขึ้นแล้ว หรือยังคงดำเนินอยู่ในกรณีของการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้า จะถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หากเราจะถือว่าในกรณีดังกล่าวมีภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว (ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เห็นด้วย) การใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้ายังมีปัญหาในเรื่องของเจตนาป้องกันดัวยเพราะ แม้ว่าในทางภาวะวิสัยแล้วจะถือได้ว่า ผู้กระทำการป้องกันได้กระทำการไปโดยชอบเพราะถือว่ามีภยันตรายที่ประทุษร้าย ต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงก็ตาม แต่ปัญหาว่าในกรณีดังกล่าว ผู้กระทำการป้องกันมีเจตนา ที่จะป้องกันหรือไม่นั้นน่าจะมีปัญหาอยู่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าในกรณีดังกล่าวผู้กระทำการป้องกันไม่อาจอ้างได้ว่าตนเองมีเจตนาที่จะป้องกันด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือในประการแรก สำหรับผู้กระทำการป้องกันแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะมีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้นเมื่อไร อันจะเป็นเหตุให้ตนเองสามารถใช้สิทธิป้องกันได้ เพราะในขณะที่ติดตั้งเครื่องป้องกันขโมย ก็ยังไม่มีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น แต่เมื่อมีภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น ผู้กระทำการป้องกันก็ไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะถือว่าการรู้ถึงภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึงนั้น ได้โอนจากตัวผู้กระทำการป้องกัน (หากถือว่าผู้กระทำการป้องกันรู้ถึงภยันตรายดังกล่าว) ไปยังเครื่องมือป้องกันขโมยเพราะเครื่องมือดังกล่าวไม่อาจที่จะรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์