คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2549 ฉบับเต็ม

#268500
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2549 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายสมหวังหรือเศียร อินขาว จำเลย ป.อ. มาตรา 69, มาตรา 290 ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 โจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชาย ค. เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้วลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชาย ค. ซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนเองได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง 220 โวลท์ ที่สามารถทำให้ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูงมากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตาม ป.อ. มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลย ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 12 ครั้ง ในระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 42 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชายคณิตหรือบอม เพิ่มขึ้น เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้วลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชายคณิตซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนเองได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง 220 โวลท์ ที่สามารถทำให้ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูงมากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ทั้งที่จำเลยสามารถใช้วิธีการอื่นในการป้องกันพืชผลของตนโดยไม่จำต้องใช้วิธีการรุนแรงเช่นนั้น แม้จำเลยจะได้พยายามเยียวยาความเสียหายให้แก่บิดาของผู้ตายโดยชดใช้เงินบางส่วนก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-บุญส่ง น้อยโสภณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ เป็นประเด็นในเรื่องการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งในเรื่องดังกล่าวศาลฎีกาได้วางแนวไว้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า หากเป็นคนร้ายเจ้าของทรัพย์สามารถอ้างหลักในเรื่องป้องกันได้ (เช่น ฎ.1923/2519) ในทางกลับกัน หากเป็นคนดี ศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีดังกล่าวเจ้าของทรัพย์ไม่อาจที่จะอ้างหลักในเรื่องป้องกันได้ (เช่น ฎ.32/2510, 1999/2511, 4884/2528) เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ยุติแล้วว่า เป็นการป้องกันทรัพย์ที่กระทำต่อคนร้าย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์ของตนเองได้ แต่การป้องกันของจำเลยเป็นการป้องกันที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามมาตรา 69 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะทรัพย์ที่ลักมีราคาเล็กน้อย ปัญหาว่าการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้าเป็นกรณีที่อ้างหลักในเรื่องการป้องกันได้หรือไม่นั้น ถ้าพิจารณาจากหลักในเรื่องป้องกันจะเห็นได้ว่า ในส่วนขององค์ประกอบในเรื่องการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายคงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ปัญหาว่าการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้าถือได้หรือไม่ว่าเป็นการประทุษร้าย "ที่ใกล้จะถึง" นักกฎหมายเยอรมันเอง (เช่น Prof.Dr.Dr.h.c.mult. Claus Roxin) ก็ยอมรับว่าในกรณีดังกล่าวเป็นการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึงแล้ว แม้ว่าเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งเพื่อป้องกันขโมยจะได้ติดตั้งไว้นานก่อนที่จะมีการประทุษร้ายก็ตาม หากว่าเครื่องมือดังกล่าวได้ทำงานครั้งแรกเมื่อมีการประทุษร้าย ก็ถือว่าเป็นการตอบโต้ต่อการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึงแล้ว ส่วนปัญหาว่าการใช้เครื่องมือป้องกันขโมยดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง (vgl.Roxin, Strafrecht : Allgemeiner Teil, Band I, 3 Auflage, 1997, บที่ 15, หัวข้อ 29) ความเห็นดังกล่าวของ เช่น Prof.Dr.Dr.h.c.mult. Claus Roxin ผู้เขียนเองออกจะไม่ค่อยเห็นด้วย หากเราพิจารณาถึงหลักกฎหมายในเรื่องของการป้องกันตามกฎหมายเยอรมัน (รายละเอียดดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายอาญาเยอรมัน, ดุลพาห เล่ม 4 ปีที่ 43 ตุลาคม - ธันวาคม 2539, หน้า 133 - 148) ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับกฎหมายไทยเลยภยันตรายที่ใกล้จะถึงต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นโดยตรง เกิดขึ้นแล้ว หรือยังคงดำเนินอยู่ในกรณีของการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้า จะถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หากเราจะถือว่าในกรณีดังกล่าวมีภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว (ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เห็นด้วย) การใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้ายังมีปัญหาในเรื่องของเจตนาป้องกันดัวยเพราะ แม้ว่าในทางภาวะวิสัยแล้วจะถือได้ว่า ผู้กระทำการป้องกันได้กระทำการไปโดยชอบเพราะถือว่ามีภยันตรายที่ประทุษร้าย ต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงก็ตาม แต่ปัญหาว่าในกรณีดังกล่าว ผู้กระทำการป้องกันมีเจตนา ที่จะป้องกันหรือไม่นั้นน่าจะมีปัญหาอยู่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าในกรณีดังกล่าวผู้กระทำการป้องกันไม่อาจอ้างได้ว่าตนเองมีเจตนาที่จะป้องกันด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือในประการแรก สำหรับผู้กระทำการป้องกันแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะมีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้นเมื่อไร อันจะเป็นเหตุให้ตนเองสามารถใช้สิทธิป้องกันได้ เพราะในขณะที่ติดตั้งเครื่องป้องกันขโมย ก็ยังไม่มีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น แต่เมื่อมีภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น ผู้กระทำการป้องกันก็ไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะถือว่าการรู้ถึงภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึงนั้น ได้โอนจากตัวผู้กระทำการป้องกัน (หากถือว่าผู้กระทำการป้องกันรู้ถึงภยันตรายดังกล่าว) ไปยังเครื่องมือป้องกันขโมยเพราะเครื่องมือดังกล่าวไม่อาจที่จะรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268500
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026858"
    }
}
date
2549
deka_no
191/2549
deka_running_no
191
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "บุญส่ง น้อยโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69",
            "ม. 290"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมหวังหรือเศียร อินขาว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลย ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 12 ครั้ง ในระยะเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 42 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่าเด็กชายคณิตหรือบอม เพิ่มขึ้น เข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลย และจำเลยได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าจากบ้านพักผ่านรั้วลวดหนาม เป็นเหตุให้เด็กชายคณิตซึ่งสัมผัสรั้วลวดหนามถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนถึงแก่ความตาย และจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้ การที่ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ตายได้กระทำการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนเองได้ แต่การที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคลื่อนสูงถึง 220 โวลท์ ที่สามารถทำให้ดูดคนให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งที่ทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิกระทำการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูงมากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ และมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่ศาลฎีกายกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ทั้งที่จำเลยสามารถใช้วิธีการอื่นในการป้องกันพืชผลของตนโดยไม่จำต้องใช้วิธีการรุนแรงเช่นนั้น แม้จำเลยจะได้พยายามเยียวยาความเสียหายให้แก่บิดาของผู้ตายโดยชดใช้เงินบางส่วนก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ เป็นประเด็นในเรื่องการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งในเรื่องดังกล่าวศาลฎีกาได้วางแนวไว้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า หากเป็นคนร้ายเจ้าของทรัพย์สามารถอ้างหลักในเรื่องป้องกันได้ (เช่น ฎ.1923/2519) ในทางกลับกัน หากเป็นคนดี ศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีดังกล่าวเจ้าของทรัพย์ไม่อาจที่จะอ้างหลักในเรื่องป้องกันได้ (เช่น ฎ.32/2510, 1999/2511, 4884/2528) เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ยุติแล้วว่า เป็นการป้องกันทรัพย์ที่กระทำต่อคนร้าย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์ของตนเองได้ แต่การป้องกันของจำเลยเป็นการป้องกันที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามมาตรา 69 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะทรัพย์ที่ลักมีราคาเล็กน้อย ปัญหาว่าการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้าเป็นกรณีที่อ้างหลักในเรื่องการป้องกันได้หรือไม่นั้น ถ้าพิจารณาจากหลักในเรื่องป้องกันจะเห็นได้ว่า ในส่วนขององค์ประกอบในเรื่องการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายคงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ปัญหาว่าการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้าถือได้หรือไม่ว่าเป็นการประทุษร้าย "ที่ใกล้จะถึง" นักกฎหมายเยอรมันเอง (เช่น Prof.Dr.Dr.h.c.mult. Claus Roxin) ก็ยอมรับว่าในกรณีดังกล่าวเป็นการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึงแล้ว แม้ว่าเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งเพื่อป้องกันขโมยจะได้ติดตั้งไว้นานก่อนที่จะมีการประทุษร้ายก็ตาม หากว่าเครื่องมือดังกล่าวได้ทำงานครั้งแรกเมื่อมีการประทุษร้าย ก็ถือว่าเป็นการตอบโต้ต่อการประทุษร้ายที่ใกล้จะถึงแล้ว ส่วนปัญหาว่าการใช้เครื่องมือป้องกันขโมยดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง (vgl.Roxin, Strafrecht : Allgemeiner Teil, Band I, 3 Auflage, 1997, บที่ 15, หัวข้อ 29) ความเห็นดังกล่าวของ เช่น Prof.Dr.Dr.h.c.mult. Claus Roxin ผู้เขียนเองออกจะไม่ค่อยเห็นด้วย หากเราพิจารณาถึงหลักกฎหมายในเรื่องของการป้องกันตามกฎหมายเยอรมัน (รายละเอียดดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายอาญาเยอรมัน, ดุลพาห เล่ม 4 ปีที่ 43 ตุลาคม - ธันวาคม 2539, หน้า 133 - 148) ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับกฎหมายไทยเลยภยันตรายที่ใกล้จะถึงต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นโดยตรง เกิดขึ้นแล้ว หรือยังคงดำเนินอยู่ในกรณีของการป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้า จะถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หากเราจะถือว่าในกรณีดังกล่าวมีภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว (ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เห็นด้วย) การใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันทรัพย์ไว้ล่วงหน้ายังมีปัญหาในเรื่องของเจตนาป้องกันดัวยเพราะ แม้ว่าในทางภาวะวิสัยแล้วจะถือได้ว่า ผู้กระทำการป้องกันได้กระทำการไปโดยชอบเพราะถือว่ามีภยันตรายที่ประทุษร้าย ต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงก็ตาม แต่ปัญหาว่าในกรณีดังกล่าว ผู้กระทำการป้องกันมีเจตนา ที่จะป้องกันหรือไม่นั้นน่าจะมีปัญหาอยู่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าในกรณีดังกล่าวผู้กระทำการป้องกันไม่อาจอ้างได้ว่าตนเองมีเจตนาที่จะป้องกันด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือในประการแรก สำหรับผู้กระทำการป้องกันแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะมีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้นเมื่อไร อันจะเป็นเหตุให้ตนเองสามารถใช้สิทธิป้องกันได้ เพราะในขณะที่ติดตั้งเครื่องป้องกันขโมย ก็ยังไม่มีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น แต่เมื่อมีภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงเกิดขึ้น ผู้กระทำการป้องกันก็ไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะถือว่าการรู้ถึงภยันตรายที่ละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึงนั้น ได้โอนจากตัวผู้กระทำการป้องกัน (หากถือว่าผู้กระทำการป้องกันรู้ถึงภยันตรายดังกล่าว) ไปยังเครื่องมือป้องกันขโมยเพราะเครื่องมือดังกล่าวไม่อาจที่จะรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000775.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549