คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7656/2548 ฉบับเต็ม

#268513
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7656/2548 นายบัณฑิต จันทร์พิทักษ์ชัย โจทก์ นายเฉลิมพงษ์ ศรีธัญรัตน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 193/35, มาตรา 193/14 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์ 60,000 บาท จึงมีผลเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือและเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย การกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเองเพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง เมื่อนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ การที่ลูกหนี้รับสภาพหนี้มิใช่กรณีลูกหนี้รับสภาพความผิดภายหลังมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้วที่จะมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 60,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าว หลังจากการทำสัญญาแล้วไม่มีการชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อต้นปี 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง แต่ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมไว้ ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยรับว่าเป็นหนี้เงินยืมจำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 ตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 ต้องอยู่ในข้อบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 เช่นนี้ หนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.1 จึงมีผลเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือและเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย การกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเอง เพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี ดังนั้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าต้องอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 นั้น เป็นกรณีลูกหนี้รับสภาพความผิดภายหลังมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้วจึงใช้อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/35 บังคับ ซึ่งรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268513
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082027621"
    }
}
date
2548
deka_no
7656/2548
deka_running_no
7656
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 193/35",
            "ม. 193/14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบัณฑิต จันทร์พิทักษ์ชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฉลิมพงษ์ ศรีธัญรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 60,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าว หลังจากการทำสัญญาแล้วไม่มีการชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อต้นปี 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง แต่ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมไว้ ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยรับว่าเป็นหนี้เงินยืมจำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 ตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 ต้องอยู่ในข้อบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 เช่นนี้ หนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.1 จึงมีผลเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือและเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย การกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเอง เพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี ดังนั้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าต้องอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 นั้น เป็นกรณีลูกหนี้รับสภาพความผิดภายหลังมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้วจึงใช้อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/35 บังคับ ซึ่งรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000782.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548