คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2549 ฉบับเต็ม

#268515
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2549 นายเหรียญ น้อยแก้ว โจทก์ นายสง่า เบี้ยวเก็บ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 456 โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันมาก่อน โดยกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินกันไว้ ต่อมาเมื่อโจทก์ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้วจึงได้ทำสัญญาอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งแม้จะระบุว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่ก็มีข้อตกลงกำหนดไว้ในสัญญาว่า หากถึงกำหนดจำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยยอมให้โจทก์ปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินที่ขาย แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินซื้อขายกันในภายหลังเช่นเดียวกับที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำต่อเนื่องกันมา แม้จำเลยจะส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายให้โจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตจนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่ซื้อขายกันให้เสร็จเด็ดขาดต่อไปสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย หาใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดซึ่งจะตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19036 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนที่แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปรับแก่โจทก์จำนวน 60,000 บาท และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือพ้นวิสัย ให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 60,000 บาท และค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19036 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ในส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ ด้านทิศเหนือมีอาณาเขตติดต่อที่ดินของนายงาม ด้านทิศใต้มีอาณาเขตติอต่อที่ดินของนายหลอด ด้านทิศตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อที่ดินของนายแดง และด้านทิศตะวันตกมีอาณาเขตติดต่อคลองชลประทานให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 60,000 บาท แก่โจทก์คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับมาแต่เพียงว่าสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขายหรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2535 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขาย โดยโจทก์ขอแบ่งซื้อที่ดินซึ่งขณะนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากจำเลยบางส่วนเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ ในราคา 60,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้จำเลยแล้ว 20,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันที่ 5 เมษายน 2536 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนที่ดิน จำเลยส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายให้โจทก์เข้าครอบครองแล้วต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์ชำระเงินให้จำเลยรับไปอีก 40,000 บาท และได้ทำสัญญาซื้อขายขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อตกลงว่า หากถึงกำหนดจำเลยไม่โอที่ดินแปลงที่ซื้อขาย จำเลยยอมให้โจทก์ปรับอีกอีกหนึ่งเท่าของเงินที่ขาย และจำเลยตกลงกับโจทก์ว่า เมื่อมีการโอนโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยจพดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ ครั้นปี 2538 ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้จำเลย และต่อมาจำเลยได้ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันมาก่อน โดยกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินกันไว้ ต่อมาเมื่อโจทก์ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จึงได้ทำสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งแม้จะระบุว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่ก็มีข้อตกลงกำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวว่า หากถึงกำหนดจำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยยอมให้โจทก์ปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินที่ขาย แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่ซื้อขายกันในภายหลังเช่นเดียวกับที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำต่อเนื่องกันมา มิฉะนั้นคงไม่กำหนดค่าปรับในกรณีที่จำเลยไม่โอนที่ดินซื้อขายให้โจทก์ไว้ด้วย จำเลยเองมิได้โต้แย้งในข้อที่ว่าเมื่อได้รับโฉนดที่ดินแล้วจะไปโอนที่ดินที่ซื้อขายให้โจทก์ เพียงแต่อ้างมาในฎีกาว่าเป็นข้อตกลงแยกต่างหากจากสัญญาซื้อขาย ดังนั้น แม้จำเลยจะส่งมอบที่ดินซื้อขายให้โจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินซื้อขายกันให้เสร็จเด็ดขาดต่อไป สัญญาซื้อขายจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย หาใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดซึ่งจะตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268515
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026864"
    }
}
date
2549
deka_no
144/2549
deka_running_no
144
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 456"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเหรียญ น้อยแก้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสง่า เบี้ยวเก็บ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19036 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนที่แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปรับแก่โจทก์จำนวน 60,000 บาท และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือพ้นวิสัย ให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 60,000 บาท และค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19036 ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ในส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ ด้านทิศเหนือมีอาณาเขตติดต่อที่ดินของนายงาม ด้านทิศใต้มีอาณาเขตติอต่อที่ดินของนายหลอด ด้านทิศตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อที่ดินของนายแดง และด้านทิศตะวันตกมีอาณาเขตติดต่อคลองชลประทานให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 60,000 บาท แก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับมาแต่เพียงว่าสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขายหรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2535 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขาย โดยโจทก์ขอแบ่งซื้อที่ดินซึ่งขณะนั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากจำเลยบางส่วนเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ ในราคา 60,000 บาท โจทก์ชำระเงินให้จำเลยแล้ว 20,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันที่ 5 เมษายน 2536 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนที่ดิน จำเลยส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายให้โจทก์เข้าครอบครองแล้วต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์ชำระเงินให้จำเลยรับไปอีก 40,000 บาท และได้ทำสัญญาซื้อขายขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อตกลงว่า หากถึงกำหนดจำเลยไม่โอที่ดินแปลงที่ซื้อขาย จำเลยยอมให้โจทก์ปรับอีกอีกหนึ่งเท่าของเงินที่ขาย และจำเลยตกลงกับโจทก์ว่า เมื่อมีการโอนโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยจพดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ ครั้นปี 2538 ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้จำเลย และต่อมาจำเลยได้ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายกันมาก่อน โดยกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินกันไว้ ต่อมาเมื่อโจทก์ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จึงได้ทำสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งแม้จะระบุว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่ก็มีข้อตกลงกำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวว่า หากถึงกำหนดจำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยยอมให้โจทก์ปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินที่ขาย แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่ซื้อขายกันในภายหลังเช่นเดียวกับที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำต่อเนื่องกันมา มิฉะนั้นคงไม่กำหนดค่าปรับในกรณีที่จำเลยไม่โอนที่ดินซื้อขายให้โจทก์ไว้ด้วย จำเลยเองมิได้โต้แย้งในข้อที่ว่าเมื่อได้รับโฉนดที่ดินแล้วจะไปโอนที่ดินที่ซื้อขายให้โจทก์ เพียงแต่อ้างมาในฎีกาว่าเป็นข้อตกลงแยกต่างหากจากสัญญาซื้อขาย ดังนั้น แม้จำเลยจะส่งมอบที่ดินซื้อขายให้โจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินซื้อขายกันให้เสร็จเด็ดขาดต่อไป สัญญาซื้อขายจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย หาใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดซึ่งจะตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000775.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549