คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2545 ฉบับเต็ม

#268528
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2545 บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทเฉลิมพลขนส่ง จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144 การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 เป็นการห้ามศาลไม่ให้ดำเนินคดีนั้นต่อไปอีกจะเป็นทั้งคดีหรือเฉพาะแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้ซึ่งต้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีนี้โจทก์จำเลยยังไม่เคยดำเนินคดีฟ้องร้องว่ากล่าวกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าตามมาตรา 144 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายจ้างของผู้ขับรถยนต์ที่ขับรถชนรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ใช้ค่าเสียหายกับดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจาก ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ชนด้านซ้ายบริเวณประตูทางขึ้นรถด้านท้ายของตัวรถโดยสารของจำเลย จนเกิดความเสียหาย จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุละเมิดโดยมีนายบุญเลิศเป็นจำเลยที่ 1 นางสาวสุภารัตน์ แซ่โค้ว เป็นจำเลยที่ 2 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3139/2539 ของศาลชั้นต้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่เคยติดต่อบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 94,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะจำเลยเคยเป็นโจทก์ฟ้องนายบุญเลิศ เสาสุวรรณ ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้และนางสาวสุภารัตน์ แซ่โค้ว เจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายบุญเลิศชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 365, 500 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." เป็นการห้ามศาลไม่ให้ดำเนินคดีนั้นต่อไปอีกจะเป็นทั้งคดีหรือเฉพาะแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้ซึ่งต้องเป็นคู่ความเดียวกัน แต่คดีนี้โจทก์จำเลยยังไม่เคยดำเนินคดีฟ้องร้องว่ากล่าวกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้ามาตรา 144 ดังที่จำเลยฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิศณุ เลื่อมสำราญ-ไพศาล เจริญวุฒิ-สุภิญโญ ชยารักษ์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายอารมณ์ จำปานิล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268528
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายอารมณ์ จำปานิล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสถิตย์ ไพเราะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054198"
    }
}
date
2545
deka_no
2879/2545
deka_running_no
2879
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเฉลิมพลขนส่ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายจ้างของผู้ขับรถยนต์ที่ขับรถชนรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ใช้ค่าเสียหายกับดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจาก ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ชนด้านซ้ายบริเวณประตูทางขึ้นรถด้านท้ายของตัวรถโดยสารของจำเลย จนเกิดความเสียหาย จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุละเมิดโดยมีนายบุญเลิศเป็นจำเลยที่ 1 นางสาวสุภารัตน์ แซ่โค้ว เป็นจำเลยที่ 2 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3139/2539 ของศาลชั้นต้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่เคยติดต่อบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 94,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะจำเลยเคยเป็นโจทก์ฟ้องนายบุญเลิศ เสาสุวรรณ ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้และนางสาวสุภารัตน์ แซ่โค้ว เจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายบุญเลิศชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 365, 500 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." เป็นการห้ามศาลไม่ให้ดำเนินคดีนั้นต่อไปอีกจะเป็นทั้งคดีหรือเฉพาะแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้ซึ่งต้องเป็นคู่ความเดียวกัน แต่คดีนี้โจทก์จำเลยยังไม่เคยดำเนินคดีฟ้องร้องว่ากล่าวกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้ามาตรา 144 ดังที่จำเลยฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001020.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545