คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 651/2549 ฉบับเต็ม

#268533
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 651/2549 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ บริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด โจทก์ร่วม บริษัททรัพย์ไพศาลปิโตรเลียม (1993) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, มาตรา 172 ทวิ, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ พยานโจทก์ร่วมหรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไปการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยานจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาบริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 12 กระทงเป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานพร้อมแถลงหมดพยาน กับโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและผู้แทนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 2 ป่วย โจทก์แถลงไม่ค้าน และได้ให้ทนายจำเลยทั้งสองดูบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 หากทนายจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานและติดใจสืบเพียงเท่านี้ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารดังกล่าว และตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ทนายโจทก์ร่วมและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยที่ 2 ป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกามา" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 บัญญัติว่า "การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น..." หลักการสืบพยานต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้น มาจากแนวคิดเรื่องสิทธิที่จะเผชิญหน้ากับพยาน (Right to Confrontation the witnesses) กล่าวคือ การสืบพยานในศาลของโจทก์นั้น จะต้องกระทำในขณะที่จำเลยอยู่ในที่นั้นด้วย หลักการดังกล่าวมีเจตนารมณ์สำคัญ 2 ประการ คือ 1) เพื่อให้จำเลยได้ซักถาม หรือโต้แย้งคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง เป็นการให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และ 2) เพื่อป้องกันมิให้จำเลยถูกลงโทษซ้ำในการกระทำผิดเดียวกัน (Double Jeopardy) โดยให้จำเลยได้คัดค้านว่าคำเบิกความของพยานดังกล่าวจะทำให้จำเลยต้องถูกพิจารณาพิพากษาลงโทษในการกระทำซึ่งจำเลยได้รับการพิจารณามาก่อนแล้ว ศาลในคดี United States กับ Avis วินิจฉัยว่าสิทธิเผชิญหน้ากับพยานนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนำสืบพยาน (testimonial statements) เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสถามค้านพยานดังกล่าวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนได้ นอกจากนี้สิทธิเผชิญหน้ากับพยานมิใช่สิทธิเด็ดขาด จำเลยจึงอาจยินยอมสละโดยความยินยอม (consent) หรือถูกเพิกถอนสิทธิดังกล่าวได้เมื่อประพฤติตนไม่เหมาะสม (misconduct) เช่น ก่อความวุ่นวายในศาลหรือขัดขวางการพิจารณาคดี เป็นต้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายไทยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ และมาตรา 180 เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์และแนวคิดเรื่องสิทธิเผชิญหน้ากับพยานแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า สิทธิดังกล่าวจะเกิดขึ้น เมื่อมีการนำสืบพยานในศาลเพื่อให้จำเลยได้คัดค้านพยานดังกล่าว ดังนั้น เมื่อไม่มีการสืบพยานก็ไม่เกิดสิทธิเผชิญหน้ากับพยาน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาล ที่มิใช่การสืบพยาน และไม่มีการสืบพยาน จึงไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลย และจำเลยไม่อาจอ้างว่ากระบวนพิจารณานั้นกระทำโดยฝ่าฝืนหลักเผชิญหน้ากับพยานได้ จากข้อเท็จจริงในคดี ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนเห็นว่า ในกรณีที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่มาศาลและไม่มีการสืบพยานในวันนัด กระบวนพิจารณาอื่นใดที่ศาลได้กระทำในวันดังกล่าว ย่อมไม่เสียไป เนื่องจากเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีสิทธิเผชิญหน้ากับพยานเลย ซึ่งจะแตกต่างกับข้อยกเว้นที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ อันเป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิแต่ได้สละสิทธินั้นตามมาตรา 172 ทวิ (1) หรือถูกเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 180 การที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารเป็นการสมัครใจระงับข้อโต้แย้งหรือยุติประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์จะต้องนำเอกสารหรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสืบ มีผลให้โจทก์ไม่มีภาระนำสืบในประเด็นดังกล่าว คู่ความจึงน่าจะกระทำได้ทั้งภายนอกศาลและระหว่างพิจารณาในศาล ไม่ว่าจะเป็นการตกลงกันต่อหน้าหรือลับหลังจำเลย เพราะการรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง มิใช่กระบวนการสืบพยานพิสูจน์ความผิด อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านพยานได้ตามแนวคิดเรื่อง Right to Confrontation ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันนัดสืบพยานโจทก์ โดยบันทึกการตกลงรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กับทนายจำเลยทั้งสองสมัครใจตกลงกัน จึงน่าจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ส่วนการที่โจทก์แถลงหมดพยานหรือโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็เป็นสิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมที่จะกระทำได้โดยชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิเผชิญหน้ากับพยาน จึงไม่น่าจะขัดกับหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำระบบ Discovery มาใช้ ซึ่งจะมีการเปิดเผยพยานเอกสารและพยานวัตถุให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และมีการสืบพยานบุคคลนอกศาล (Deposition) ล่วงหน้าก่อนสืบพยานในศาล ส่วนการรับข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานก็จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้หรือในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเพื่อจำกัดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดจำนวนวันนัดสืบพยานของทั้งสองฝ่าย การตกลงกันรับข้อเท็จจริงระหว่างคู่ความจึงไม่ปรากฏในชั้นพิจารณาคดีของศาลเหมือนกับประเทศไทย
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268533
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026429"
    }
}
date
2549
deka_no
651/2549
deka_running_no
651
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 172 ทวิ",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัททรัพย์ไพศาลปิโตรเลียม (1993) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทพีเอเอส ปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 12 กระทงเป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานพร้อมแถลงหมดพยาน กับโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและผู้แทนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 2 ป่วย โจทก์แถลงไม่ค้าน และได้ให้ทนายจำเลยทั้งสองดูบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 หากทนายจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานและติดใจสืบเพียงเท่านี้ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามเอกสารดังกล่าว และตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ทนายโจทก์ร่วมและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้วไม่มา ทนายโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี เนื่องจากจำเลยที่ 2 ป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์ พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยทั้งสองได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมดพยาน และโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกามา"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 บัญญัติว่า "การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น..." หลักการสืบพยานต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้น มาจากแนวคิดเรื่องสิทธิที่จะเผชิญหน้ากับพยาน (Right to Confrontation the witnesses) กล่าวคือ การสืบพยานในศาลของโจทก์นั้น จะต้องกระทำในขณะที่จำเลยอยู่ในที่นั้นด้วย หลักการดังกล่าวมีเจตนารมณ์สำคัญ 2 ประการ คือ 1) เพื่อให้จำเลยได้ซักถาม หรือโต้แย้งคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง เป็นการให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และ 2) เพื่อป้องกันมิให้จำเลยถูกลงโทษซ้ำในการกระทำผิดเดียวกัน (Double Jeopardy) โดยให้จำเลยได้คัดค้านว่าคำเบิกความของพยานดังกล่าวจะทำให้จำเลยต้องถูกพิจารณาพิพากษาลงโทษในการกระทำซึ่งจำเลยได้รับการพิจารณามาก่อนแล้ว ศาลในคดี United States กับ Avis วินิจฉัยว่าสิทธิเผชิญหน้ากับพยานนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนำสืบพยาน (testimonial statements) เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสถามค้านพยานดังกล่าวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนได้ นอกจากนี้สิทธิเผชิญหน้ากับพยานมิใช่สิทธิเด็ดขาด จำเลยจึงอาจยินยอมสละโดยความยินยอม (consent) หรือถูกเพิกถอนสิทธิดังกล่าวได้เมื่อประพฤติตนไม่เหมาะสม (misconduct) เช่น ก่อความวุ่นวายในศาลหรือขัดขวางการพิจารณาคดี เป็นต้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายไทยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ และมาตรา 180 เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์และแนวคิดเรื่องสิทธิเผชิญหน้ากับพยานแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า สิทธิดังกล่าวจะเกิดขึ้น เมื่อมีการนำสืบพยานในศาลเพื่อให้จำเลยได้คัดค้านพยานดังกล่าว ดังนั้น เมื่อไม่มีการสืบพยานก็ไม่เกิดสิทธิเผชิญหน้ากับพยาน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาล ที่มิใช่การสืบพยาน และไม่มีการสืบพยาน จึงไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลย และจำเลยไม่อาจอ้างว่ากระบวนพิจารณานั้นกระทำโดยฝ่าฝืนหลักเผชิญหน้ากับพยานได้ จากข้อเท็จจริงในคดี ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนเห็นว่า ในกรณีที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่มาศาลและไม่มีการสืบพยานในวันนัด กระบวนพิจารณาอื่นใดที่ศาลได้กระทำในวันดังกล่าว ย่อมไม่เสียไป เนื่องจากเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีสิทธิเผชิญหน้ากับพยานเลย ซึ่งจะแตกต่างกับข้อยกเว้นที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ อันเป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิแต่ได้สละสิทธินั้นตามมาตรา 172 ทวิ (1) หรือถูกเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 180 การที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารเป็นการสมัครใจระงับข้อโต้แย้งหรือยุติประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์จะต้องนำเอกสารหรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสืบ มีผลให้โจทก์ไม่มีภาระนำสืบในประเด็นดังกล่าว คู่ความจึงน่าจะกระทำได้ทั้งภายนอกศาลและระหว่างพิจารณาในศาล ไม่ว่าจะเป็นการตกลงกันต่อหน้าหรือลับหลังจำเลย เพราะการรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง มิใช่กระบวนการสืบพยานพิสูจน์ความผิด อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านพยานได้ตามแนวคิดเรื่อง Right to Confrontation ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันนัดสืบพยานโจทก์ โดยบันทึกการตกลงรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กับทนายจำเลยทั้งสองสมัครใจตกลงกัน จึงน่าจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ส่วนการที่โจทก์แถลงหมดพยานหรือโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็เป็นสิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมที่จะกระทำได้โดยชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิเผชิญหน้ากับพยาน จึงไม่น่าจะขัดกับหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำระบบ Discovery มาใช้ ซึ่งจะมีการเปิดเผยพยานเอกสารและพยานวัตถุให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และมีการสืบพยานบุคคลนอกศาล (Deposition) ล่วงหน้าก่อนสืบพยานในศาล ส่วนการรับข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานก็จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้หรือในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเพื่อจำกัดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดจำนวนวันนัดสืบพยานของทั้งสองฝ่าย การตกลงกันรับข้อเท็จจริงระหว่างคู่ความจึงไม่ปรากฏในชั้นพิจารณาคดีของศาลเหมือนกับประเทศไทย
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000771.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549