ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1997/2550
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น
โจทก์
นางนิศา มีสาร์
จำเลย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7, มาตรา 9
ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 7 วรรคแรก ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้า และทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น การที่จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ย่อมถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2546 จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าหมิ่นประมาทผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว โดยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคแรก ที่บัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงต้องล่าช้า และทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น คดีนี้จำเลยเข้ามอบตัวและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นให้จำเลยทราบวันที่ 17 มิถุนายน 2546 กรณีย่อมถือว่าจำเลยถูกจับตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ฐานันท์ วรรณโกวิท-เกษม วีรวงศ์-พีรพล พิชยวัฒน์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
สิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการสอบสวนและพิจารณาในคดีอาญาโดยรวดเร็วได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาตรา 241 จากนั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสาม 173/1 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญดังกล่าว และตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 40 (1) (3) และ (7) ก็ยังคงรับรองสิทธินี้ไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ถือว่าได้วางหลักการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว โดยศาลฎีกาให้เหตุผลว่า เพื่อมิให้การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในศาลแขวงต้องล่าช้าและทำให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น อันเป็นเหตุผลเดียวกันที่เคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3744/2541 และ 2250/2541 และยังให้ความชัดเจนในกรณีผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วได้มีการแจ้งข้อหาให้ทราบ จะถือว่าเป็นการจับตัวผู้ต้องหาแล้วหรือไม่ และจุดเริ่มต้นของการนับระยะเวลาการสอบสวนและการฟ้องคดีได้เมื่อใด โดยก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549 วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเองหรือมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ เพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในสี่สิบแปดชั่วโมงหรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด แต่มีข้อสังเกตว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2549 ได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เดิม ซึ่งแตกต่างไปจากมาตรา 134 วรรคห้า ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันในกรณีผู้ต้องหาที่ไม่มีหมายจับและได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วมีการแจ้งข้อหาให้ทราบ หากพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังก็สามารถสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขัง ถ้าผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจจับได้และถือว่าเป็นการจับโดยไม่ต้องมีหมาย และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัว นอกจากนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2549 ซึ่งวินิจฉัยว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นเยาวชนได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน แล้วให้การปฏิเสธโดยมิได้ถูกควบคุม การเข้ามอบตัวของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุม การฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ แม้กรณีนี้จะเป็นการวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ แต่หลักการสอบสวนและฟ้องคดีอาญาของกฎหมายทั้งสองฉบับมีหลักการเช่นเดียวกันกล่าวคือ เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด พนักงานสอบสวนต้องรีบดำเนินการสอบสวนและส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวภายในสามสิบวันนับแต่ถูกจับกุม หากอัตราโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินห้าปี เมื่อไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนดดังกล่าว ก็ให้ผัดฟ้องได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน และหากอัตราโทษจำคุกสูงกว่านั้นก็ผัดฟ้องได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสิบห้าวันรวมระยะเวลานานถึง 90 วัน หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดี เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด ผู้หมายเหตุเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ และยังเห็นต่อไปว่ากรณีผู้ต้องหาไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเยาวชน รวมทั้งผู้ใหญ่ซึ่งเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบแล้ว ย่อมถือว่าเป็นการจับตัวผู้ต้องหาแล้วการสอบสวนหรือการฟ้องคดีต้องเป็นไปตามกรอบระยะเวลาของกฎหมายแล้วแต่กรณี เพราะการที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่บุคคลใด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสอง บัญญัติว่า "...จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่า ผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดตามข้อหานั้น" ฉะนั้น การที่บุคคลใดถูกแจ้งข้อหาแล้วย่อมได้รับความกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพหลายด้าน จึงควรดำเนินคดีโดยความรวดเร็ว เพราะตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีความมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยวางกรอบระยะเวลาดำเนินคดีไว้มิใช่ว่าจะให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเมื่อใดก็ได้ตามอำเภอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยต่างก็ปรารถนาจะให้ตนเองพ้นข้อกล่าวหาหรือได้รับการพิจารณาโดยความรวดเร็ว ในส่วนของศาลแม้จะไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาไว้แต่กฎหมายก็ได้กำหนดไว้ว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยความรวดเร็วเช่นเดียวกัน อนึ่ง ขณะนี้ได้มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 โดยมีหลักการดังนี้ 1. กำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่มีการจับให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ (มาตรา 7) 2. กำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวและพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขัง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับการขอให้ศาลออกหมายขัง (มาตรา 8 วรรคสาม) 3. กำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาซึ่งมิได้ถูกควบคุมตัวให้การรับสารภาพตลอดข้อหาให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล โดยไม่ต้องทำการสอบสวนได้ (มาตรา 20) หากมีการประกาศใช้บังคับฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้แล้ว ปัญหากรณีผู้ต้องหาเข้ามอบตัวคงไม่ต้องตีความอีกแล้วว่า เป็นการจับหรือไม่ ณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม