คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2549 ฉบับเต็ม

#268602
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2549 กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอรี่ง โจทก์ บริษัทพูนทรัพย์แคน จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 24, มาตรา 55, มาตรา 149, มาตรา 172, มาตรา ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 7 ข้อหา เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมจำนวน 7 ราย แต่เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เดิมแต่ละรายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และมีจำนวนเงินที่แยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมข้อหาทั้ง 7 ข้อหาเป็นคดีเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียว จึงไม่ถูกต้อง ศาลล่างชอบที่จะจำหน่ายคดีโดยให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายได้ และการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวเป็นอำนาจทั่วไปของศาล เมื่อเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชอบที่จะฟ้องรวมกัน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งให้จำหน่ายคดีเสียได้ เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องภายในอายุความ มิใช่ต้องยกฟ้องโจทก์ และการที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นถึงอำนาจฟ้องของโจทก์หรือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี โจทก์ย่อมสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนธีรชัยทรัสต์ จำกัด บริษัทเงินทุนยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมโจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมทั้ง 7 ราย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 103,406,867.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 59,511,917.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 93,314,401.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 54,511,917.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นมูลหนี้ต่างรายกัน เจ้าหนี้เดิมเป็นคนละรายกัน แบ่งแยกออกจากกันได้และมิได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน จึงเห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายภายในกำหนด 2 เดือน หรือภายในอายุความที่ยาวกว่า คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีทางศาลของโจทก์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจงใจหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเป็นประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลชอบที่จะพิพากษาฟ้องโจทก์และไม่ต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ อีกทั้งตัดสิทธิมิให้โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่นั้น เห็นว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 7 ข้อหา เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมจำนวน 7 ราย ตามสัญญาขายสำหรับการจำหน่ายของปรส. แต่เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดเจ้าหนี้เดิมแต่ละรายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และมีจำนวนเงินที่แยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมข้อหาทั้ง 7 ข้อหาเป็นคดีเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำหน่ายคดีโดยให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายชอบแล้ว และการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวเป็นอำนาจทั่วไปของศาล เมื่อเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชอบที่จะฟ้องรวมกัน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งให้จำหน่ายคดีเสียได้ เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องภายในอายุความ มิใช่ต้องยกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา และการที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ดังกล่าวมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นถึงอำนาจฟ้องของโจทก์หรือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี โจทก์ย่อมสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ-ชัชลิต ละเอียด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268602
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025365"
    }
}
date
2549
deka_no
1681/2549
deka_running_no
1681
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "ชัชลิต ละเอียด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 24",
            "ม. 55",
            "ม. 149",
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอรี่ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทพูนทรัพย์แคน จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนธีรชัยทรัสต์ จำกัด บริษัทเงินทุนยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมโจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมทั้ง 7 ราย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 103,406,867.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 59,511,917.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 93,314,401.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 54,511,917.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นมูลหนี้ต่างรายกัน เจ้าหนี้เดิมเป็นคนละรายกัน แบ่งแยกออกจากกันได้และมิได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน จึงเห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายภายในกำหนด 2 เดือน หรือภายในอายุความที่ยาวกว่า คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีทางศาลของโจทก์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจงใจหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเป็นประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลชอบที่จะพิพากษาฟ้องโจทก์และไม่ต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ อีกทั้งตัดสิทธิมิให้โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่นั้น เห็นว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 7 ข้อหา เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมจำนวน 7 ราย ตามสัญญาขายสำหรับการจำหน่ายของปรส. แต่เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดเจ้าหนี้เดิมแต่ละรายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และมีจำนวนเงินที่แยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมข้อหาทั้ง 7 ข้อหาเป็นคดีเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำหน่ายคดีโดยให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายชอบแล้ว และการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวเป็นอำนาจทั่วไปของศาล เมื่อเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชอบที่จะฟ้องรวมกัน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งให้จำหน่ายคดีเสียได้ เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องภายในอายุความ มิใช่ต้องยกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา และการที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ดังกล่าวมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นถึงอำนาจฟ้องของโจทก์หรือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี โจทก์ย่อมสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000761.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549