คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2549 ฉบับเต็ม

#268663
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2549 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ นายปลั่ง ไชยภาพ จำเลย ป.อ. มาตรา 33 (1) ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 15 การริบทรัพย์สินในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะริบได้ตามที่ ป.อ. บัญญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางแล้ว และของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือ ป.อ. มาตรา 33 มาด้วย ศาลก็มีอำนาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ในคดีอาญาที่ไม่จำต้องสืบพยานประกอบ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ หากจำเลยจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ มิฉะนั้นถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นยานพาหนะที่มี 2 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2 เป็นเพลาคู่ใช้ยางคู่ บรรทุกข้าวโพด รวมน้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุก 19,450 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าอัตราที่ผู้อำนวยการทางหลวงกำหนดไว้ 15,500 กิโลกรัม ตามประกาศผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน ขับไปบนถนนอันเป็นทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 (ที่ถูกมาตรา 61 วรรคหนึ่ง), 73 จำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางโดยมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาในฟ้องด้วยจึงริบรถยนต์บรรทุกของกลางไม่ได้นั้น เห็นว่า การริบทรัพย์สินในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะริบได้ตามที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางแล้วและของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาด้วยก็ตาม ศาลก็มีอำนาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ที่กฎหมายกำหนดว่าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอุทธรณ์นั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น ใช้เฉพาะกับคดีที่มีการสืบพยานเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่มีการสืบพยาน จำเลยจึงไม่มีโอกาสเสนอข้อเท็จจริง เรื่องน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกของกลางต่อศาลชั้นต้นได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่จำต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หากจำเลยจะโต้เถียงว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะสภาพอากาศชื้นทำให้ข้าวโพดที่จำเลยบรรทุกมามีน้ำหนักมากขึ้น จำเลยต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้เพื่อสืบพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องนี้จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268663
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025042"
    }
}
date
2549
deka_no
2224/2549
deka_running_no
2224
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดแพร่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปลั่ง ไชยภาพ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นยานพาหนะที่มี 2 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2 เป็นเพลาคู่ใช้ยางคู่ บรรทุกข้าวโพด รวมน้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุก 19,450 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าอัตราที่ผู้อำนวยการทางหลวงกำหนดไว้ 15,500 กิโลกรัม ตามประกาศผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน ขับไปบนถนนอันเป็นทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 (ที่ถูกมาตรา 61 วรรคหนึ่ง), 73 จำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางโดยมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาในฟ้องด้วยจึงริบรถยนต์บรรทุกของกลางไม่ได้นั้น เห็นว่า การริบทรัพย์สินในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะริบได้ตามที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางแล้วและของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาด้วยก็ตาม ศาลก็มีอำนาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ที่กฎหมายกำหนดว่าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอุทธรณ์นั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น ใช้เฉพาะกับคดีที่มีการสืบพยานเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่มีการสืบพยาน จำเลยจึงไม่มีโอกาสเสนอข้อเท็จจริง เรื่องน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกของกลางต่อศาลชั้นต้นได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่จำต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หากจำเลยจะโต้เถียงว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะสภาพอากาศชื้นทำให้ข้าวโพดที่จำเลยบรรทุกมามีน้ำหนักมากขึ้น จำเลยต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้เพื่อสืบพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องนี้จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000758.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549