คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2550 ฉบับเต็ม

#268728
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5933/2550 นายประทวน ล่วนลอย โจทก์ บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, มาตรา 118 การบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ ไม่ได้ห้ามการบอกเลิกสัญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 17 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเรื่องการที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทำเป็นหนังสือว่าต้องกระทำอย่างไรจึงจะยกเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังได้ ซึ่งการจ่ายค่าชดเชยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ส่วนมาตรา 119 บัญญัติถึงกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง สำหรับการเลิกจ้างนั้น มาตรา 118 วรรคสอง ได้ให้ความหมายของการเลิกจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยว่าหมายถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น การเลิกจ้างจึงต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ และการบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างก็เป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง จึงถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ ไม่ได้ห้ามการบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17 วรรคสาม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (จรัส พวงมณี-พิชิต คำแฝง-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268728
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ)",
        "judge": "นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015270"
    }
}
date
2550
deka_no
5933/2550
deka_running_no
5933
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "พิชิต คำแฝง",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประทวน ล่วนลอย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 122,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 17 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติเรื่องการที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทำเป็นหนังสือว่าต้องกระทำอย่างไรจึงจะยกเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังได้ ซึ่งการจ่ายค่าชดเชยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ส่วนมาตรา 119 บัญญัติถึงกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง สำหรับการเลิกจ้างนั้น มาตรา 118 วรรคสอง ได้ให้ความหมายของการเลิกจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยว่าหมายถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ดังนั้น การเลิกจ้างจึงต้องพิเคราะห์ถึงการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ และการบอกเลิกสัญญาจ้างของนายจ้างก็เป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง จึงถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง เมื่อมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่าการเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือ การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่มาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติให้นายจ้างระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นเป็นการบัญญัติถึงวิธีการบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ ไม่ได้ห้ามการบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา การบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 17 วรรคสาม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000670.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550