ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2549
นางวราณี ขาวราศรี
โจทก์
นายกมล ตันตินราวัฒน์ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 368
แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายว่าจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 368 จึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำโดยประมาทจุดธูปทิ้งไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วลุกลามไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 722,950 บาท หลังเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าของบ้านต้นเพลิงและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ทำบันทึกข้อตกลงโดยจำเลยที่ 3 ยินยอมซ่อมแซมบ้านของโจทก์ ส่วนความเสียหายของเครื่องตกแต่งบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 3 จะจัดให้มีการประเมินราคาและตกลงค่าเสียหายกันในภายหลัง แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ซ่อมแซมบ้านของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 ทำบันทึกดังกล่าว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 775,685.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 722,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 400,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 442,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องได้เกิดเพลิงไหม้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่จุดธูปทิ้งไว้ในห้องพระชั้น 2 เพลิงลุกลามไปไหม้หลังคาและบริเวณชั้น 2 ของบ้านโจทก์ ต่อมาวันรุ่งขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารหมาย จ.7 ต่อหน้าร้อยตำรวจโทชูตระกูล ยศมาดี รองสารวัตรสอบสวนทำหน้าที่ร้อยเวรที่สถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ โดยในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำละเมิดหรือก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ต่อมาจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าเสียหายตามข้อตกลงให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย... คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด ก็เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญานั้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตีความการแสดงเจตนาตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นข้ออ้างข้อเถียงเกี่ยวกับข้อความในบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ด้วยหรือไม่ ในเมื่อบันทึกตามเอกสารหมาย จ.7 ถือว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 นั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-สบโชค สุขารมณ์-เรวัตร อิศราภรณ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
บุคคลจะมีผลผูกพันตามกฎหมายอันจะต้องรับผิดต่อกันนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้มี 2 ประการ กล่าวคือ เกิดจากสัญญา (Contract) และไม่ได้เกิดจากสัญญา หรือนิติเหตุ เช่น ละเมิด (Delict) ลาภมิควรได้ (Undue Enrichment) และการจัดการงานนอกสั่ง (Manage without mandate) เป็นต้น ดังนี้ สำหรับตามคำพิพากษาฎีกาฉบับหมายเหตุนี้ จำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้กระทำการละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ โดยปกติโจทก์และจำเลยที่ 3 จะไม่มีความผูกพันกันอันจะต้องทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดสำหรับความเสียหายอันเกิดจากละเมิด แม้จะมารับสภาพหนี้ต่อโจทก์ก็ไม่ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันที่จะต้องชำระตามหนังสือรับรองสภาพหนี้นั้น ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 6760/2539 จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในการที่ไฟไหม้อาคารและทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จึงไม่ก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ ก็หามีผลให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่ เพราะเป็นการรับสภาพหนี้โดยปราศจากมูลหนี้ที่จะให้รับสภาพหนี้ จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้ นอกจากนี้การรับสภาพหนี้ต้องเป็นการที่ลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ โดยการบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่ถือเป็นหนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการรับสภาพหนี้หาใช่เป็นการก่อให้เกิดหนี้ขึ้นด้วยตนเองไม่ เนื่องจากไม่ถือว่าเป็นการก่อให้เกิดหนี้ขึ้นใหม่ หรือเป็นการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องขึ้นใหม่แต่อย่างใดไม่ หากหนี้ซึ่งจะต้องรับผิดมิได้เกิดขึ้นมีอยู่แต่เดิม (คำพิพากษาฎีกาที่ 546/2521, 66/2516, 2493/2522) อีกทั้งในบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนมิได้มีการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้โดยเพิ่มตัวจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้คนใหม่เข้ามา แต่ตามบันทึกข้อตกลงก็มิได้ระบุว่าเปลี่ยนแปลงตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มาเป็นจำเลยที่ 3 ซึ่งจะถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ อันทำให้หนี้เดิมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ระงับไป เป็นผลทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากมูลหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 ที่บัญญัติว่า เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 350 ที่บัญญัติว่า การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ต้องทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ ดังนี้หนี้เดิมระหว่างโจทก์ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมีผลผูกพัน และโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5303/2545, 6383/2534, 5791/2537, 5209/2539) อย่างไรก็ดี เนื่องจากกฎหมายสัญญาตามระบบกฎหมายไทยได้รับการพัฒนามาจากระบบกฎหมายโรมัน (Romanistic หรือ Civil Law System) ซึ่งถือว่าสัญญาจะเกิดมีขึ้นต้องประกอบด้วยเงื่อนไขหรือสาระสำคัญ (Formation of Contract) ดังต่อไปนี้คือ 1. การเจตนาก่อนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาสองฝ่ายขึ้นไป (Intention) สัญญาต้องประกอบด้วย บุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป บุคคลเพียงคนเดียวจะแสดงเจตนาก่อให้เกิดสัญญาหาได้ไม่ 2. คู่สัญญาต้องกระทำโดยสมัครใจ (Voluntary) หมายถึง การแสดงเจตนามิได้เกิดจากการถูก ข่มขู่ หรือกลฉ้อกล 3. คู่สัญญาต้องมีความสามารถในการทำสัญญาอย่างสมบูรณ์ (capacity) 4. มีการแสดงเจตนาต้องตรงกัน และเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย (consensus ad idem) โดยสัญญาจะเกิดขึ้นเมื่อคำเสนอ (offer) และคำสนอง (acceptance) ถูกต้องตรงกันก็จะก่อให้เกิดสัญญาขึ้น 5. วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม และต้องสามารถบรรลุผลได้ ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายโรมันพื้นฐานให้ความสำคัญกับความยินยอมของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย (consensus) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงเจตนาของคู่กรณี กล่าวคือ เจตนาอันซ่อนอยู่ภายใน (subjective intent) และเจตนาภายนอก (objective intent) อันอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนาและหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา (The Doctrine of Freedom of contract and Autonomy of Will) บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงเจตนาตามหลักเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) คือหลักเกณฑ์ซึ่งแต่ละบุคคลนั้นสามารถก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ทางสัญญาขึ้นโดยอิสระตามเจตนาของตนตามความประสงค์ของคู่สัญญา ซึ่งเป็นหลักที่ให้ความเสรีอย่างสมบูรณ์แก่คู่สัญญาที่จะกำหนดรูปแบบ ชนิด ประเภท และเนื้อหาของสัญญา โดยการแสดงเจตนาทำสัญญาที่เกิดจากหลักเสรีภาพของบุคคลนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้สัญญาที่ทำขึ้นถูกบังคับไปตามเจตนาที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ ซึ่งแนวคิดนี้นำไปสู่การยอมรับตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา (Autonomy of the Will) เป็นหลักเกณฑ์ซึ่งได้รับการยอมรับ "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการทำสัญญาอย่างไรก็ได้ซึ่งตนเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนมากที่สุด" จึงทำให้เอกชนสามารถกำหนดนิติสัมพันธ์กันได้อย่างอิสระ ก่อให้เกิดสัญญาที่มีผลบังคับระหว่างคู่กรณี โดยการแสดงเจตนาและความยินยอมของคู่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งคู่กรณี โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. 150 ดังภาษิตกฎหมายที่กล่าวไว้ว่า "สัญญาที่ทำขึ้นโดยสมบูรณ์ย่อมมีผลบังคับ" (Pacta Sunt Servanda) ซึ่งสัญญาดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยคู่สัญญาอีกฝ่ายไม่ยินยอมไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้กระทำตามหลักกฎหมายสัญญาและเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา แม้โจทก์และจำเลยที่ 3 จะไม่มีความผูกพันกันมาก่อนหรือ จำเลยที่ 3 จะมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แม่เมื่อจำเลยที่ 3 ยินยอมเข้าทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้แก่โจทก์ เพื่อรับผิดแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ที่จะมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายถือเป็นสัญญาประเภทสัญญาไม่ต่างตอบแทน หมายถึง เป็นสัญญาซึ่งก่อให้เกิดหนี้ขึ้นแก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว กล่าวคือ จำเลยที่ 3 เท่านั้นมีหนี้ต้องผูกพันตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญามิได้มีภาระผูกพันตามสัญญาที่ต้องปฏิบัติต่อจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด ดังนี้จำเลยที่ 3 จะไม่ปฏิบัติตามสัญญา โดยอ้างเหตุว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติต่างตอบแทนมิได้ เนื่องจากตามสัญญามิได้กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติต่างตอบแทนจำเลยที่ 3 แต่อย่างใดไม่ ประกอบกันตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่ากฎหมายสัญญาของไทยได้รับอิทธิพลมาจากระบบกฎหมายโรมัน ซึ่งจะแตกต่างจากกฎหมายสัญญาในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ กล่าวคือ หลักสิ่งตอบแทนในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (consideration) ซึ่งเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์นั้นเหมือนกับระบบกฎหมาย โรมันหรือซีวิลลอว์ โดยสัญญาต้องประกอบด้วยความสามารถและความยินยอมของคู่สัญญา ประกอบกับคู่สัญญาแสดงเจตนาอันก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมาย แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญ คือ สัญญาในระบบคอมมอนลอว์จะต้องมีการให้สิ่งตอบแทนในการตกลงยินยอมเข้าทำสัญญา โดยถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญา กล่าวคือ การบังคับให้เป็นไปตามการต่อรองของคู่กรณีนั้นจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงสัญญาให้เปล่าโดยไม่มีผลตอบแทนระหว่างกัน กล่าวคือ สัญญาทุกสัญญาจะต้องมีสินจ้างหรือสิ่งตอบแทน หมายถึง สิ่งที่ได้รับไว้เพื่อเป็นการตอบแทนคำมั่นสัญญา (Promise) ที่มีแก่กัน ซึ่งอาจเป็นการให้ประโยชน์ ให้สิทธิ ให้กำไรตอบแทนอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคู่กรณีฝ่ายใดยอมรับความเสียหาย ยอมรับภาระผูกพัน หรือยอมรับหนี้บางประการให้แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหากคู่สัญญาตกลงกันโดยไม่มีสิ่งตอบแทนหรือสินจ้างให้เป็นการตอบแทนระหว่างกันแล้ว สัญญาไม่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ บันทึกการตกลงค่าเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามที่ตนยอมเข้าผูกพัน ซึ่งคำพิพากษาฎีกาตามหมายเหตุดำเนินตามแนวทางฎีกาที่ศาลเคยวินิจฉัยดังต่อไปนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 2391/2526 เดิมจำเลยที่ 1 ค้างชำระเช่าซื่อรถยนต์แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงทำสัญญากันซึ่งคู่สัญญาเรียกว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ มีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้แก่โจทก์ เช่นนี้ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยใจสมัคร เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 2056/2526 บ. บุตรของโจทก์ขับรถไปกับ ข. บุตรจำเลย ข. ขับรถแทน บ. ไปชนรถอื่นและรถโจทก์เสียหาย แม้จะฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังดูแลบุตรตามความสมควรแก่หน้าที่ในขณะนั้นแล้ว จำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยกับบุตรผู้เยาว์ก็ตาม แต่จำเลยได้ตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนยอมชดใช้ค่าเสียหายและรับซ่อมรถให้โจทก์ด้วย แสดงว่าจำเลยยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการทำละเมิดของบุตรจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลย ศรัญวรรณ โชตินิมิตรคุณ