คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2549 ฉบับเต็ม

#268769
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2549 นายหวาน พุ่มพวง โจทก์ นางปราณี เคลอริชี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850 ป.วิ.พ. มาตรา 138, มาตรา 271 คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุตรว่าประพฤติเนรคุณ ขอถอนคืนการให้ที่ดินต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยและบุตรคนอื่นปลูกบ้านให้โจทก์ และเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้โจทก์ตามฐานานุรูปของแต่ละคนรวมกันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องถอนคืนการให้ของโจทก์ที่ฟ้องระงับสิ้นไป โจทก์คงได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามศาลจะต้องบังคับคดีไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ส่วนข้อตกลงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินและจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณานั้น เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ภายหลังที่ศาลได้พิพากษาตามยอมแล้ว ไม่อาจบังคับในคดีนี้ได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติโจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยแยกไปจากคดีนี้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบุตรประพฤติเนรคุณ ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่จัดการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทอันเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวหา ขอให้ยกฟ้อง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยและบุตรคนอื่นๆ ของโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้ คือ ปลูกบ้านเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ 1 หลัง เลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือนตามฐานานรูปของแต่ละคนแต่รวมกันต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จำเลยยอมรับผิดที่ได้ล่วงเกินโจทก์ไว้โดยจะทำการขอขมาโจทก์ภายหลัง โจทก์จำเลยตกลงไม่ติดใจเอาความกันอีก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนแก่โจทก์ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์จำเลย เมื่อถึงวันนัดคือวันที่ 11 ตุลาคม 2544 โจทก์จำเลยตกลงกันได้ว่า จำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนดยอมให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ต่อไป ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยไม่โอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 ศาลช้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์จำเลยแล้วมีคำสั่งว่า การกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงให้บังคับคดีตามฟ้องโจทก์โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ว่า จำเลยและบุตรคนอื่นๆ ของโจทก์จะปลูกบ้านเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ 1 หลัง จะเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือนตามฐานานุรูปของแต่ละคน แต่รวมกันต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จำเลยยอมรับผิดที่ได้ล่วงเกินโจทก์ไว้ โดยจะทำการขอขมาโจทก์ภายหลัง และโจทก์จำเลยตกลงไม่ติดใจเอาความกันอีกต่อไป ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้สิทธิเรียกถอนคืนการให้ของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี ระงับสิ้นไป โจทก์คงได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้วแทน ดังนั้น หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามศาลจะต้องบังคับคดีให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่าหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนแก่โจทก์ไว้แต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงที่จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 นั้น เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ภายหลังที่ศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ดังกล่าวโจทก์ก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยแยกไปจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (บุญส่ง น้อยโสภณ-ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268769
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024404"
    }
}
date
2549
deka_no
3086/2549
deka_running_no
3086
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "บุญส่ง น้อยโสภณ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138",
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายหวาน พุ่มพวง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางปราณี เคลอริชี"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบุตรประพฤติเนรคุณ ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยจัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่จัดการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทอันเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวหา ขอให้ยกฟ้อง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยและบุตรคนอื่นๆ ของโจทก์ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้ คือ ปลูกบ้านเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ 1 หลัง เลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือนตามฐานานรูปของแต่ละคนแต่รวมกันต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จำเลยยอมรับผิดที่ได้ล่วงเกินโจทก์ไว้โดยจะทำการขอขมาโจทก์ภายหลัง โจทก์จำเลยตกลงไม่ติดใจเอาความกันอีก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที

ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนแก่โจทก์ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์จำเลย เมื่อถึงวันนัดคือวันที่ 11 ตุลาคม 2544 โจทก์จำเลยตกลงกันได้ว่า จำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนดยอมให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ต่อไป

ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยไม่โอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 ศาลช้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบถามโจทก์จำเลยแล้วมีคำสั่งว่า การกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงให้บังคับคดีตามฟ้องโจทก์โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ว่า จำเลยและบุตรคนอื่นๆ ของโจทก์จะปลูกบ้านเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องให้แก่โจทก์ 1 หลัง จะเลี้ยงดูโจทก์โดยส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือนตามฐานานุรูปของแต่ละคน แต่รวมกันต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จำเลยยอมรับผิดที่ได้ล่วงเกินโจทก์ไว้ โดยจะทำการขอขมาโจทก์ภายหลัง และโจทก์จำเลยตกลงไม่ติดใจเอาความกันอีกต่อไป ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้สิทธิเรียกถอนคืนการให้ของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี ระงับสิ้นไป โจทก์คงได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้วแทน ดังนั้น หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามศาลจะต้องบังคับคดีให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่าหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18820 และ 18825 จังหวัดราชบุรี คืนแก่โจทก์ไว้แต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงที่จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18825 จังหวัดราชบุรี และจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 นั้น เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ภายหลังที่ศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำขึ้นใหม่ดังกล่าวโจทก์ก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยแยกไปจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000752.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549