ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2549
พนักงานอัยการจังหวัดตาก
โจทก์
นายโยธินหรือโก๊ะ แซ่ว่าง หรือทิศกุลสว่าง กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 86
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1)
จำเลยที่ 2 รู้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไถนาพาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 33 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบของกลางและวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าของโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคสอง, 67, 57, 91 ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่า คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูกเฉพาะฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายประกอบมาตรา 53 ด้วย) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงจำคุก 25 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 ขณะกระทำความผิดอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกคำขอให้ริบของกลางอื่น และข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยก
โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 57, 66 วรรคสอง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยระวางโทษเป็นสามเท่าในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงทอง กิ่งอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ได้กระทำความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทศราวุธ มัจฉา ร้อยตำรวจเอกภาณุวัฒน์ ภูจอมเพชร และสิบตำรวจเอกวิชาญ มงคล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ได้สืบทราบจากสายลับว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนจากบ้านผาผึ้งไปส่งที่ตำบลนาโบสถ์ การขนเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะมีรถจักรยานยนต์นำหน้าและมีรถไถนาแบบเดินตามมีพ่วงตามมา ต่อมาในวันเกิดเหตุนั้นเองพยานโจทก์ทั้งสามกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ในขณะจำเลยที่ 1 นั่งมาในรถไถนาแบบเดินตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าไป โดยจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5,052 เม็ด ของกลาง ซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกแล้วซุกซ่อนไว้ในกระบอกข้าวหลามจำนวน 5 กระบอก ใส่มาในรถไถนาแบบเดินตามเพื่อนำไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณหน้าโรงเรียนผดุงปัญญานาโบสถ์ด้วย ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าทราบว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ไม่ทราบรายละเอียดการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน และร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ โนรี พนักงานสอบสวนเบิกความว่าชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีน พยานโจทก์เหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความจริงโดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทันทีทันใดในวันเกิดเหตุ จึงยังไม่ทันไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งหากไม่เป็นความจริง จำเลยที่ 2 ก็ย่อมปฏิเสธได้ในชั้นสอบสวนเพราะเป็นเจ้าพนักงานต่างคนและจดบันทึกคนละเวลากัน จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ให้การตามความเป็นจริงและโดยสมัครใจ มิใช่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเองโดยพลการ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อนำไปจำหน่าย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถไถนาแบบเดินตามพาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนนั้น ย่อมเป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าตนไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเพียงข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโทษให้ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยปรับบทลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดและลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปีนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 และมาตรา 10 ระวางโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งหมายความถึงการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
อนึ่งรถไถนา (อีแต๊ก) 1 คัน รถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กนก 818 กำแพงเพชร และเงินสด 2,800 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอให้ริบ เห็นควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของเสียด้วย"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน คืนรถไถนา (อีแต๊ก) 1 คัน รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กนก 818 กำแพงเพชร และเงินสด 2,800 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6"
(เฉลิมชัย จารุไพบูลย์-พิชิต คำแฝง-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การดำเนินคดีอาญาโดยเจ้าพนักงานของรัฐ เริ่มต้นจากตำรวจจับผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปตามพยานหลักฐานในสำนวนและดุลพินิจของตน เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนก็จะพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนสอบสวนว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานใด หากมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน แต่ละคนเป็นตัวการร่วม ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ก็จะยื่นฟ้องไปตามดุลพินิจของตนเช่นกัน เช่นเดียวกับคดีที่หมายเหตุนี้ พนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ขับรถไถนาแบบเดินตามพาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดานำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้าเป็นตัวการร่วม จึงได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในส่วนของคำขอท้ายฟ้องระบุบทบัญญัติที่จำเลยกระทำความผิดไว้ และอ้าง ป.อ. มาตรา 83 ไว้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์คงจะไม่อ้าง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 6 (1) ไว้อีก เพราะมิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว หากโจทก์ใส่บทบัญญัติดังกล่าวไว้ อาจเป็นช่องให้จำเลยต่อสู้ได้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องแล้ว ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนสืบพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายเสร็จ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หากแต่เป็นเพียงผู้สนับสนุน ก็เป็นเรื่องของศาลที่จะวินิจฉัยไปตามนั้น คงมีข้อสังเกตว่าเมื่อฟังว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 6 บัญญัติว่า ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (1) สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด ฯลฯ เช่นนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ได้วินิจฉัยว่า... บทบัญญัติ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 6 (1) เป็นบทบัญญัติที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษสูงขึ้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและอ้างมาตรา 6 (1) มาในคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าว... ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ผู้หมายเหตุเห็นว่าตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อพนักงานอัยการโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นตัวการ การบรรยายฟ้องก็ต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งหมดร่วมกันกระทำความผิด จะบรรยายฟ้องว่าเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเข้าไปด้วยก็จะกลายเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ศาลสามารถยกฟ้องได้ทันที เหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะกระทำได้ ผู้หมายเหตุเห็นว่า ชื่อกฎหมายคือ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก็ระบุไว้ในตัวเองชัดว่าต้องการจะปราบปรามมิให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เนื่องจากผลกระทบจากการกระทำความผิดฐานนี้ก่อให้เกิดผลเสียแก่ประเทศชาติทุกด้าน จึงไม่ต้องการให้มีผู้กระทำความผิดฐานนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุน ศาลก็สามารถลงโทษเท่ากับตัวการได้ตามมาตรา 6 (1) ซึ่งน่าจะเป็นบทบัญญัติที่บังคับศาล โดยโจทก์มิต้องบรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเข้ามาอีก มิฉะนั้นจะทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังกล่าวแล้วข้างต้น ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... เพราะทำให้จำเลยต้องรับโทษสูงขึ้น...นั้น ความจริงแล้วจำเลยมิได้รับโทษสูงขึ้นแต่อย่างใด คงได้รับโทษเท่าที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษมาเท่านั้น การที่ศาลวินิจฉัยลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเสียอีก ที่ทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลงกว่าที่โจทก์ขอ ศิริชัย วัฒนโยธิน