คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2549 ฉบับเต็ม

#268793
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2549 นายเชาว์ แซ่เอี๊ยว โจทก์ นายปรีชา วิยาภรณ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (7) การที่ทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มามอบให้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเองและหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษาโจทก์และทนายโจทก์แถลงไม่ค้านนั้น การแถลงของทนายจำเลยและโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำต่อศาลชั้นต้นตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (7) มิใช่การแสดงเจตนาต่อกันในฐานะคู่สัญญาที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้จำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็ตาม ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษามิได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้ จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับ ย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ว่าจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลง ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษาไม่ได้ เป็นการนอกเหนือคำพิพากษา ทั้งมิใช่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลย หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ และบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ให้แก่จำเลยในราคา 1,020,000 บาท โดยให้จำเลยชำระราคาส่วนที่เหลือจำนวน 750,000 บาท หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ต่อมาศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ จำเลยทราบคำบังคับแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ วันที่ 22 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วจำเลยไม่ดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยสละสิทธิที่จะรับประโยชน์ตามผลของคำพิพากษาขอให้มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงข้างต้น วันที่ 15 มีนาคม 2545 ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ทนายจำเลยแถลงว่าจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง มามอบให้จำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเอง และหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษา วันที่ 14 มิถุนายน 2545 จำเลยและทนายจำเลยแถลงว่าไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท แต่ได้นำแคชเชียร์เช็คจำนวน 100,000 บาท มามอบให้โจทก์ ส่วนเงินที่เหลือจะขอวางภายในเดือนตุลาคม และขอโอนตามคำพิพากษา โจทก์แถลงว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2539 บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลามานานแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและในวันนี้โจทก์ได้นำโฉนดที่ดินมาพร้อมโอนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษา ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมสาขาสามพราน เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดพิพาททั้งสี่แปลง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มามอบให้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเองและหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไปประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษาโจทก์และทนายโจทก์แถลงไม่ค้านนั้น การแถลงของทนายจำเลยและโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำต่อศาลชั้นต้นตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) มิใช่การแสดงเจตนาต่อกันในฐานะคู่สัญญาที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้จำเลยจะแถลงว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา หากไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลงให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษา และจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็ตาม ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษามิได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับ ย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ว่าจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษาไม่ได้เป็นการนอกเหนือคำพิพากษาทั้งมิใช่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลย หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2545 (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268793
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023091"
    }
}
date
2549
deka_no
4658/2549
deka_running_no
4658
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (7)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเชาว์ แซ่เอี๊ยว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปรีชา วิยาภรณ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ และบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 6 ให้แก่จำเลยในราคา 1,020,000 บาท โดยให้จำเลยชำระราคาส่วนที่เหลือจำนวน 750,000 บาท หากโจทก์ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ต่อมาศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ จำเลยทราบคำบังคับแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ

วันที่ 22 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วจำเลยไม่ดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยสละสิทธิที่จะรับประโยชน์ตามผลของคำพิพากษาขอให้มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงข้างต้น

วันที่ 15 มีนาคม 2545 ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ทนายจำเลยแถลงว่าจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง มามอบให้จำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเอง และหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษา

วันที่ 14 มิถุนายน 2545 จำเลยและทนายจำเลยแถลงว่าไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท แต่ได้นำแคชเชียร์เช็คจำนวน 100,000 บาท มามอบให้โจทก์ ส่วนเงินที่เหลือจะขอวางภายในเดือนตุลาคม และขอโอนตามคำพิพากษา โจทก์แถลงว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2539 บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลามานานแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและในวันนี้โจทก์ได้นำโฉนดที่ดินมาพร้อมโอนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษา ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมสาขาสามพราน เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินโฉนดพิพาททั้งสี่แปลง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันดังกล่าวโจทก์จะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 32270, 32271, 32272 และ 32273 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มามอบให้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนโดยเสียค่าธรรมเนียมเองและหากจำเลยไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลง ให้ถือว่าจำเลยไปประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษาโจทก์และทนายโจทก์แถลงไม่ค้านนั้น การแถลงของทนายจำเลยและโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำต่อศาลชั้นต้นตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) มิใช่การแสดงเจตนาต่อกันในฐานะคู่สัญญาที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับระหว่างกันได้ แม้จำเลยจะแถลงว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 เวลา 9 นาฬิกา หากไม่ดำเนินการตามที่ได้แถลงให้ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษา และจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็ตาม ก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับผลตามคำพิพากษามิได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลได้จึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันในนัดที่แล้ว ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับ ย่อมเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ว่าจำเลยไม่ได้นำเงินจำนวน 750,000 บาท มาวางศาลตามที่แถลงก็จะถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบังคับตามผลคำพิพากษาไม่ได้เป็นการนอกเหนือคำพิพากษาทั้งมิใช่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลย หากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2545
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000740.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549