คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2549 ฉบับเต็ม

#268797
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4344/2549 นางรัศมี กลีบบัว โจทก์ บริษัทต้องตา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องและตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใดเท่านั้น จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 และวันที่ 13 เมษายน 2537 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารตามฟ้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเพื่อให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหนี้นำคดีมาฟ้องศาลและยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 230718, 230719 และ 227974 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องโอนให้โจทก์ตามฟ้องออกขายทอดตลาด ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้โดยโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งซึ่งระบุวันที่มีคำพิพากษาและสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวซึ่งระบุว่าได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 การอ่านคำพิพากษาและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมกระทำกันในเวลาราชการอันเป็นเวลากลางวัน ถือว่าโจทก์ได้บรรยายถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องและตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใดเท่านั้น จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกัยวันเวลาที่เกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268797
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023299"
    }
}
date
2549
deka_no
4344/2549
deka_running_no
4344
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางรัศมี กลีบบัว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทต้องตา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 และวันที่ 13 เมษายน 2537 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารตามฟ้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทราบคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเพื่อให้จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหนี้นำคดีมาฟ้องศาลและยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 230718, 230719 และ 227974 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องโอนให้โจทก์ตามฟ้องออกขายทอดตลาด ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้โดยโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งซึ่งระบุวันที่มีคำพิพากษาและสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวซึ่งระบุว่าได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 การอ่านคำพิพากษาและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมกระทำกันในเวลาราชการอันเป็นเวลากลางวัน ถือว่าโจทก์ได้บรรยายถึงวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมแกล้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำนวนอันไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แต่โจทก์มิได้บรรยายให้แน่ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องและตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นเมื่อใดเท่านั้น จะถือเอาวันเวลาระหว่างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อจะให้เข้าใจเอาเองว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดขึ้นในระหว่างวันและเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกัยวันเวลาที่เกิดการกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000742.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549