ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2549
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
โจทก์
นาย ว. กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา โดยให้ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาโดยให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายและมารดายื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์และขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจาร และพาไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก, 278 และ 284 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีมาฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดี ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารนั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจ ทั้งมีความประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จึงลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 284, 309, 318, 83, 91
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278, 284 วรรคหนึ่ง, 309 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 276, 278 และ 284 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 มีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา 2 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น 1 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา โดยให้ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษา
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายและนางจะเรียม ช้างเย็นฉ่ำ มารดาผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองพร้อมบิดามารดาของจำเลยทั้งสองมาพบและตกลงกันให้จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยบิดามารดาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายและให้ถือเป็นสินสอดของหมั้นและเงินค่าทำขวัญแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท บิดามารดาจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย 10,000 บาท เป็นที่พอใจ ไม่ติดใจเอาความขอถอนคำร้องทุกข์และขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยทั้งสอง
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจาร และพาไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 278 และ 284 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีมาฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารนั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสอง ทั้งมีความประสงค์ตรงกันในอันที่จะให้จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองสักครั้ง เพื่อกลับตนเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำและป้องกันมิให้กระทำความผิดเช่นนี้อีก เห็นควรให้ลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้"
พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท ฐานพรากผู้เยาว์จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดตรังทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมมีกำหนด 1 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
(สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-วิชา มหาคุณ-เกรียงชัย จึงจตุรพิธ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีนี้จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษเพียงประเด็นเดียวโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งก่อนคดีนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 124 รวม 6 ฉบับ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491/2540, 4796/2541, 4984/2541, 7427/2541, 6701/2541, 2825/2543 การที่ศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีนี้แสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 124 ซึ่งบัญญัติว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดาเว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121" จึงเห็นสมควรนำปัญหาในการตีความหลักกฎหมาย เรื่องกรณีต้องห้ามฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาบันทึกเป็นหมายเหตุไว้เพื่อประโยชน์ทางวิชาการดังนี้ ปัญหาในการตีความบทบัญญัติมาตรา 124 ปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีนี้สามารถฎีกาได้เหมือนคดีธรรมดาตามบทบัญญัติตอนต้นของมาตรา 124 หรือ ต้องห้ามฎีกาเพราะเข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติในตอนท้ายของมาตรา 124 ที่ว่า "เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121" จึงเป็นกรณีที่ต้องตีความว่า กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121 หมายถึงกรณีใด "กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121" ที่เป็นข้อยกเว้นมิให้ฎีกานี้ หมายถึง 1. กรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 (1) - (3) ทุกกรณี ไม่ว่าศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคเป็นศาลที่กำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น โดยพิจารณาเฉพาะเนื้อหาของฎีกาเพียงว่าหากฎีกาขอเฉพาะขอให้เปลี่ยนหรือแก้ไขวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ก็ต้องห้ามฎีกาทุกกรณี หรือหมายถึง 2. กรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 (1) - (3) ของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งรับวินิจฉัยคดีที่อุทธรณ์เฉพาะวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่กำหนดวิธีการฯ นั้น ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 แต่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ได้โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 122 โดยต้องพิจารณาขั้นตอนและวิธีการที่ทำให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเยาวชนและครอบครัวขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาคประกอบการพิจารณาว่าฎีกาขอให้เปลี่ยนหรือแก้ไขวิธีการนั้นต้องห้ามฎีกาหรือไม่ มิใช่พิจารณาเฉพาะเนื้อหาของฎีกาดังกรณีที่ 1 การที่ศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองแม้เนื้อหาของฎีกาจะเป็นการฎีกาขอให้เปลี่ยนวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ใช้แก่จำเลยทั้งสอง แต่คดีนี้เป็นคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์เหมือนคดีทั่วไป ไม่ใช่กรณีต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 121 ประกอบมาตรา 122 เพราะในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีว่าไม่ได้กระทำความผิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 306/2521, 2888/2541) และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนจำเลยทั้งสองจึงมาฎีกาเฉพาะวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แสดงว่าในคดีนี้ศาลฎีกาตีความกรณีต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 124 ว่าหมายถึงกรณีที่ 2 แม้จะเป็นการกลับหลักกฎหมายเรื่องกรณีต้องห้ามฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 ตามที่วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4984/2541 ซึ่งไม่ใช่คดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ประกอบมาตรา 122 เช่นเดียวกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาอื่นอีก 6 คดี ล้วนเป็นกรณีตามมาตรา 121 ทั้งสิ้น) แต่การตีความเช่นนี้น่าจะถูกต้องและชอบด้วยเหตุผล ผู้หมายเหตุขอเสนอเหตุผลสนับสนุน ดังต่อไปนี้ 1. บทบัญญัติในหมวด 13 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในชั้นฎีกาของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มิได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติในหมวด 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลมแต่อย่างใด จึงไม่อาจนำข้อยกเว้นมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121 ตอนท้ายที่ว่า "เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม (1) - (3)" มาตีความเป็นข้อยกเว้นมิให้ฎีกาว่า "เว้นแต่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 (1) - (3)" ซึ่งเป็นแนวทางการตีความกรณีที่ 1 ได้ การตีความเช่นนี้เป็นการตีความขยายความของบทบัญญัติยกเว้นซึ่งน่าจะขัดกับหลักการตีความกฎหมายที่ว่า การตีความกฎหมายที่เป็นบทยกเว้นจะต้องตีความโดยเคร่งครัด 2. การตีความตามแนวทางกรณีที่ 2 น่าจะตรงกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนฯ มากกว่า เพราะคดีที่ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคโดยการอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 122 นั้นเป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคทบทวนวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอีกชั้นศาลหนึ่งแล้วก็น่าจะเพียงพอที่จะถือว่าวิธีการฯ นั้นเหมาะสมที่สุดจึงบัญญัติให้ต้องห้ามฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเด็ดขาด 3. การตีความตามแนวทางกรณีที่ 1 เป็นการตีความตัดสิทธิของเด็กและเยาวชนที่จะมีโอกาสให้ศาลฎีกาพิจารณาวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในทุกกรณีทั้งๆ ที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติตัดสิทธิไว้โดยชัดเจนเช่นกรณีอุทธรณ์ ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครองน้อยกว่าผู้ใหญ่ซึ่งตามปกติจะสามารถฎีกาได้ทั้งโดยหลักทั่วไปหรือโดยการรับรองหรืออนุญาตให้ฎีกา การตีความตามแนวทางกรณีที่ 2 จึงน่าจะถูกต้องตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายมากกว่า เพราะไม่เป็นการตัดสิทธิของเด็กและเยาวชนที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกา แม้ในทางทฤษฎีจะถือว่าวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมิใช่การลงโทษและเป็นการให้ประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนจึงมีบทบัญญัติในการต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ไว้ แต่ในชั้นอุทธรณ์มิได้ต้องห้ามเด็ดขาดเพราะมีบทบัญญัติให้อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตตามมาตรา 122 ได้ก็ตาม ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเช่นนี้ในชั้นฎีกา ดังนั้นการตีความตามแนวทางที่ 1 จะกลายเป็นว่า ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์เป็นศาลที่กำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษและกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน เช่นนี้คำสั่งกำหนดวิธีการฯ ของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคจะเป็นคำสั่งที่เป็นที่สุด ทั้งๆ ที่เป็นคำสั่งที่พิจารณาโดยองค์คณะที่มิได้มีผู้พิพากษาสมทบซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขเด็กร่วมเป็นผู้กำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเช่น ศาลเยาวชนและครอบครัวแต่อย่างใด 4. การตีความตามแนวทางกรณีที่ 1 เป็นการตีความขยายความบทบัญญัติซึ่งเป็นข้อยกเว้น และเป็นการตีความตัดอำนาจของศาลฎีกามิให้มีอำนาจพิจารณาวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น 5. การตีความตามแนวทางกรณีที่ 2 น่าจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด เพราะเป็นประโยชน์แก่เด็กที่จะมีโอกาสได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดได้ 6. การตีความตามแนวทางกรณีที่ 1 จะเป็นสาเหตุให้คู่ความต้องหาเหตุฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำความผิดมาด้วยเพียงเพื่อนำมาเป็นหลักในการนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา (ตามนัยแห่งฎีกาที่ 2595/2546) ทั้งๆ ที่หากตีความตามแนวทางกรณีที่ 2 คู่ความก็จะฎีกาเฉพาะขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนหรือแก้ไขวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้นได้ อโนชา ชีวิตโสภณ หมายเหตุ คดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน โดยให้ส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษเพียงประเด็นเดียว โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลฎีการับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสอง จึงมีปัญหาในทางวิชาการว่า กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 หรือไม่ ในปัญหานี้โดยความเคารพต่อศาลฎีกา ผู้หมายเหตุเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 124 โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ บทบัญญัติในหมวด 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในชั้นอุทธรณ์ มาตรา 121 วางหลักว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว หากคู่ความไม่เห็นพ้องด้วย ก็ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ เหมือนคดีธรรมดา โดยมีข้อห้ามอุทธรณ์ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกอบด้วย มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ เช่น การอนุญาตให้อุทธรณ์คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี และข้อห้ามอุทธรณ์โดยเฉพาะที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 ตอนท้ายในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัว ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่ง อย่างใดตาม (1) - (3) เหมือนกับหลักการแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 มาตรา 27 ที่แก้ไขซึ่งบัญญัติว่า คดีที่ศาลคดีเด็กและเยาวชนได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วนั้น ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้เหมือนอย่างคดีธรรมดา ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ (1) ฯลฯ (2) ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 31 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กและเยาวชนไปเพื่อการกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลากักและอบรมเกินสามปี (3) ฯลฯ จะแตกต่างกันเฉพาะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เปิดทางให้มีการอุทธรณ์ได้แม้ต้องห้ามตามมาตรา 121 โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคและอนุญาตให้อุทธรณ์ ส่วนบทบัญญัติในหมวด 13 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในชั้นฎีกา มาตรา 124 วางหลักว่า คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว หากคู่ความไม่เห็นพ้องด้วย ก็ให้ฎีกาไปยังศาลฎีกาได้เหมือนคดีธรรมดา โดยมีข้อห้ามฎีกาในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกอบด้วยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ เช่น การอนุญาตให้ฎีกาคดีที่ต้องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 และข้อห้ามฎีกาโดยเฉพาะในกรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121 ซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาด ไม่อาจมีการอนุญาตให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7193/2545) ก็เหมือนกับหลักการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 มาตรา 29 ที่บัญญัติว่า คดีที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชนได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วนั้น ให้ฎีกาไปยังศาลฎีกาได้เหมือนอย่างคดีธรรมดาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามความในมาตรา 27 ข้อยกเว้นดังกล่าวนี้ต้องตีความว่า กรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 27 ทุกกรณีไม่ว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชนเป็นผู้กำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น หากจะตีความว่าเฉพาะกรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลชั้นต้นกำหนดกฎหมายก็ควรบัญญัติให้ชัดเจนว่า เว้นแต่กรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 27 เฉพาะที่ศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนด ทั้งศาลฎีกาได้พิพากษาวางหลักกฎหมายในข้อนี้ตลอดมาว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 มาตรา 29 และมาตรา 27 ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2506 มาตรา 7 ห้ามอุทธรณ์ฎีกาในกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจตามข้อยกเว้น (1) - (3) ของมาตรา 27 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2496, 581/2510, 1236/2510, 265/2514, 306/2521 และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและมีการบัญญัติข้อยกเว้นตามบทบัญญัติในตอนท้ายของมาตรา 124 ที่ว่า "เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 121" จึงต้องตีความเช่นเดียวกันว่า ข้อยกเว้นที่ต้องห้ามฎีกานี้หมายถึง กรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 (1) - (3) ทุกกรณีไม่ว่าศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค เป็นศาลที่กำหนดวิธีการดังกล่าวซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาตามหลักกฎหมายดังกล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491/2540, 4796/2541, 4984/2541, 7427/2541, 6701/2541, 2825/2543, 7193/2545 ส่วนการอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ตามมาตรา 122 ดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายประสงค์เปิดทางให้อุทธรณ์เฉพาะกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใดตาม (1) - (3) เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2546, 7546/2547) หาได้นำหลักการนี้ไปใช้ในชั้นฎีกาไม่เพราะไม่มีการบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ในหมวดฎีกาแต่อย่างใด และหามีผลเปลี่ยนการตีความกรณีบทบัญญัติในตอนท้ายของมาตรา 124 ดังกล่าวให้เป็นว่า ข้อยกเว้นมิให้ฎีกานี้หมายถึง กรณีฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 (1) - (3) ของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งรับวินิจฉัยคดีที่อุทธรณ์เฉพาะวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่กำหนดวิธีการฯ นั้น ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 แต่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ได้โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้หากจะตีความข้อยกเว้นมิให้ฎีกาตอนท้ายของมาตรา 124 หมายถึงกรณีดังกล่าวเท่านั้น ก็จะเป็นเรื่องผิดปกติในการฎีกาของกฎหมายสบัญญัติซึ่งยึดเนื้อหาฎีกาเป็นหลักว่าจะต้องห้ามมิให้ฎีกาหรือไม่ เพราะจะมีผลว่า ถ้าฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องต้องห้ามฎีกา แต่ถ้าฎีกาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยศาลอุทธรณ์เป็นผู้กำหนด เป็นเรื่องไม่ต้องห้ามฎีกา ทั้งที่เป็นการฎีกาในเนื้อหาอย่างเดียวกันคือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน และตกอยู่ในลักษณะการกระทำอย่างเดียวกันมีสองมาตรฐาน อนึ่ง หากข้อเท็จจริงคดีนี้เกิดขึ้นในศาลชั้นต้นที่มิใช่ศาลเยาวชนและครอบครัวเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จึงชอบแล้ว ศาลฎีการับวินิจฉัยได้ ขอให้ศึกษาเปรียบเทียบ คดีนี้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5245/2542 พร้อมหมายเหตุท้ายฎีกา ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง