คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3492/2549 ฉบับเต็ม

#268872
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3492/2549 นายวีระ ร้อยกรแก้ว โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (18), มาตรา 81/1, มาตรา 82/3, มาตรา 82/4, มาตรา 85, มาตรา 85/1, มาตรา 89/1 ป.รัษฎากรฯ หมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ 9 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แยกผู้ประกอบการไว้เป็น 2 ประเภท บ่งชี้ว่ากฎหมายต้องการให้ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการทั้งสองประเภทมีผลนับแต่วันที่ระบุไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน โจทก์เป็นผู้ประกอบการประเภทที่ 2 ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนของโจทก์ไม่อาจมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่เกณฑ์รายได้ของโจทก์สูงถึงขนาดที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการ เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมโดยอัตโนมัติ การที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม เป็นแต่เพียงกำหนดวันเวลาในการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีและการยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อความสะดวกในการควบคุมผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตลอดจนยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตลอดจนยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ให้ถูกต้องต่อไปเท่านั้น เมื่อโจทก์เพิ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 14 กันยายน 2541 ภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าระหว่างเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2541 จึงมิใช่ภาษีซื้อที่โจทก์ซึ่งยังมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 ประกอบมาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ แม้ว่าโจทก์จะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากซื้อสินค้าหรือรับบริการมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์แล้วก็ตาม โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมาคำนวณในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มที่จำเลยประเมินเรียกเก็บจากโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 89/1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้ประเมินภาษีคลาดเคลื่อน ผิดวิธีการ หลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ ของ ป.รัษฎากรฯ ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่งดหรือลดเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภีอากรกลางพิพากษากลางยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิต ขายส่งและขายปลีกน้ำแข็ง ชื่อโรงน้ำแข็งพงษ์ทิพย์ จนกระทั่งมูลค่าของฐานภาษีเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม เข้าเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกาที่บังคับให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินในเดือนมกราคม 2540 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 (1) แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 102 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) พร้อมชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 181 ถึง 193 และ 159 ถึง 166 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2542 โดยนำภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวมาเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือน จำเลยโต้แย้งว่าเป็นภาษีซื้อที่เกิดขึ้นก่อนโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 150 โจทก์จึงขอให้อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนย้อนหลังไปถึงเดือนมกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 99 ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 11 ถึง 30 โดยอธิบดีกรมสรรพากรไม่อนุมัติคำขอของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 ถึง 6 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงให้งดเบี้ยปรับตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 35 ถึง 54 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นก่อนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 (1) มาคำนวณในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ 9 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แยกผู้ประกอบการไว้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการตามมาตรา 85 ซึ่งความในวรรคสี่กำหนดให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนนับแต่วันที่ระบุไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเภทที่สอง เป็นผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมาตรา 85/1 บังคับให้ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) สำหรับผู้ประกอบการที่มีมูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่ (ก) วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม... โดยวรรคสองกำหนดให้นำมาตรา 85 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับเช่นกัน บ่งชี้ว่ากฎหมายต้องการให้ความเป็นผู้ประกอบการจดทะบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการทั้งสองประเภทมีผลนับแต่วันที่ระบุไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการประเภทที่ 2 ซึ่งถูกเกณฑ์ให้ต้องยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนของโจทก์ไม่อาจมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่เกณฑ์รายได้ของโจทก์สูงถึงขนาดที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมโดยอัตโนมัติดังที่โจทก์กล่าวอ้างมา การที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมเป็นแต่เพียงกำหนดวันเวลาในการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีและการยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อความสะดวกในการควบคุมผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตลอดจนยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ให้ถูกต้องต่อไปเท่านั้น เมื่อโจทก์เพิ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 14 กันยายน 2541 ภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าระหว่างเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2541 จึงมิใช่ภาษีซื้อที่โจทก์ซึ่งยังมิได้ผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 ประกอบมาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ แม้ว่าโจทก์จะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากซื้อสินค้าหรือรับบริการมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์แล้วก็ตาม โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมาคำนวณในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุอันควรงดหรือลดเงินเพิ่มเพราะจำเลยประเมินภาษีคลาดเคลื่อน ผิดวิธีการ หลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มที่จำเลยประเมินเรียกเก็บจากโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 89/1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้ประเมินภาษีคลาดเคลื่อน ผิดวิธีการ หลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่งดหรือลดเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธนพจน์ อารยลักษณ์-ทองหล่อ โฉมงาม-องอาจ โรจนสุพจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268872
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023973"
    }
}
date
2549
deka_no
3492/2549
deka_running_no
3492
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 77/1 (18)",
            "ม. 81/1",
            "ม. 82/3",
            "ม. 82/4",
            "ม. 85",
            "ม. 85/1",
            "ม. 89/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวีระ ร้อยกรแก้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภีอากรกลางพิพากษากลางยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิต ขายส่งและขายปลีกน้ำแข็ง ชื่อโรงน้ำแข็งพงษ์ทิพย์ จนกระทั่งมูลค่าของฐานภาษีเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม เข้าเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกาที่บังคับให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินในเดือนมกราคม 2540 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 (1) แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 102 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) พร้อมชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 181 ถึง 193 และ 159 ถึง 166 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2542 โดยนำภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวมาเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือน จำเลยโต้แย้งว่าเป็นภาษีซื้อที่เกิดขึ้นก่อนโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 150 โจทก์จึงขอให้อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนย้อนหลังไปถึงเดือนมกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 99 ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 11 ถึง 30 โดยอธิบดีกรมสรรพากรไม่อนุมัติคำขอของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 ถึง 6 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงให้งดเบี้ยปรับตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 35 ถึง 54 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นก่อนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 (1) มาคำนวณในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ 9 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แยกผู้ประกอบการไว้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการตามมาตรา 85 ซึ่งความในวรรคสี่กำหนดให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนนับแต่วันที่ระบุไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเภทที่สอง เป็นผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมาตรา 85/1 บังคับให้ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) สำหรับผู้ประกอบการที่มีมูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่ (ก) วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม... โดยวรรคสองกำหนดให้นำมาตรา 85 วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับเช่นกัน บ่งชี้ว่ากฎหมายต้องการให้ความเป็นผู้ประกอบการจดทะบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการทั้งสองประเภทมีผลนับแต่วันที่ระบุไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการประเภทที่ 2 ซึ่งถูกเกณฑ์ให้ต้องยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนของโจทก์ไม่อาจมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่เกณฑ์รายได้ของโจทก์สูงถึงขนาดที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมโดยอัตโนมัติดังที่โจทก์กล่าวอ้างมา การที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมเป็นแต่เพียงกำหนดวันเวลาในการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีและการยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อความสะดวกในการควบคุมผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตลอดจนยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ให้ถูกต้องต่อไปเท่านั้น เมื่อโจทก์เพิ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 14 กันยายน 2541 ภาษีซื้อค่ากระแสไฟฟ้าระหว่างเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2541 จึงมิใช่ภาษีซื้อที่โจทก์ซึ่งยังมิได้ผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 82/3 ประกอบมาตรา 77/1 (18) และมาตรา 82/4 วรรคสี่ แม้ว่าโจทก์จะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากซื้อสินค้าหรือรับบริการมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์แล้วก็ตาม โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมาคำนวณในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุอันควรงดหรือลดเงินเพิ่มเพราะจำเลยประเมินภาษีคลาดเคลื่อน ผิดวิธีการ หลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มที่จำเลยประเมินเรียกเก็บจากโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 89/1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้ประเมินภาษีคลาดเคลื่อน ผิดวิธีการ หลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่งดหรือลดเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000748.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549