ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3564/2549
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ.จี.ซี. (ประเทศไทย) จำกัด
โจทก์
บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง
นางอารี เทพินทร์ กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 57, มาตรา 131 (1), มาตรา 271
ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยทั้งสองยอมผ่อนชำระเงินเป็นรายเดือนแก่โจทก์ เริ่มวันที่ 5 มิถุนายน 2536 แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีเพื่อชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามคำพิพากษาได้ ต่อมาศาลพิพากษาให้โจทก์ล้มละลาย ผู้ร้องได้ทำสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองคดีนี้ ผู้ร้องจึงได้สิทธิมาเท่าที่โจทก์มีอยู่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในชั้นบังคับคดีในวันที่ 14 กันยายน 2547 เกินกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ทั้งการยื่นคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 เป็นดุลพินิจของศาลที่พิจารณาตามความจำเป็นและความสะดวกในการพิจารณาคดี คดีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์
คำร้องขอของผู้ร้องไม่มีเหตุที่จะไม่รับคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 แต่ตามเนื้อหาของคำร้องขอไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เพราะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อเกิน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องขอเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (1) มิใช่เพียงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอเท่านั้น
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินจำนวน 143,507 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เริ่มวันที่ 5 มิถุนายน 2536 เป็นงวดแรก และต้องชำระให้เสร็จภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญานี้ หากผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้บังคับคดีได้ทันที ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีแล้ว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ปัจจุบันโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเห็นว่า ไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะการดำเนินการได้จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำการชำระบัญชี ตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อได้ทำการชำระบัญชีเสร็จแล้วผู้ชำระบัญชีได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้สั่งให้โจทก์ล้มละลาย เนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายแล้ว อำนาจการจัดการทรัพย์สินจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินของโจทก์โดยนำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ออกขายโดยวิธีประมูล ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลได้เข้าทำสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองคดีนี้ และได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จึงถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีและเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งรวมทั้งมีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ เพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา วันที่ยื่นคำร้องขอเกินกำหนด 10 ปีแล้ว จึงไม่รับคำร้องขอ
ผู้ร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำสั่งพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" ดังนั้น โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันผิดนัดตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีเพื่อชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามคำพิพากษาได้ แม้ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยการประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องก็ได้สิทธิมาเท่าที่โจทก์มีอยู่ ผู้ร้องจึงตกอยู่ในบังคับที่จะต้องบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามคำพิพากษาตามบทกฎหมายข้างต้นด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องสอดขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในชั้นบังคับคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 เกินกำหนด 10 ปี แล้ว ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ประกอบกับการอนุญาตให้บุคคลใดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามความจำเป็นและความสะดวกในการพิจารณาคดี เมื่อผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองเพราะเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่งเมื่อคำร้องขอของผู้ร้องไม่มีเหตุที่จะไม่รับคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาเนื้อหาคำร้องขอของผู้ร้องแล้วไม่มีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพราะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อเกิน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว ชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องขอเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
(มนตรี ยอดปัญญา-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอโดยอ้างว่าเป็นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เนื่องจากผู้ร้องมีสิทธิเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง กับศาลฎีกาก็มิได้วินิจฉัยว่าคำร้องขอของผู้ร้องมิใช่คำร้องสอด ทั้งลักษณะคำร้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา เพราะผู้ร้องรับโอนสิทธิจากโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิม คำร้องขอของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งถือเป็นคำฟ้องและเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), (5) ศาลมีอำนาจตรวจคำคู่ความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องโดยอ้างว่ายื่นคำร้องขอเกินกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 อันเป็นการสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย นั่นเอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำร้องขอของผู้ร้องไม่มีเหตุที่จะไม่รับคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งหมายความว่า หากพิจารณาคำร้องขอโดยอาศัยมาตรา 18 ศาลไม่มีเหตุที่จะไม่รับคำร้องดังกล่าวได้เลย เพราะคำร้องไม่มีสิ่งใดที่ขัดกับ ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม ศาลชั้นต้นจึงควรต้องมีคำสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาอย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำร้องขอเป็นคำฟ้องดังที่กล่าวแล้ว ศาลจึงมีอำนาจสั่งคำร้องขอโดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสาม อีกด้วย โดยมาตรา 172 วรรคสาม ให้อำนาจศาลสั่งให้ยกเสียได้ด้วย ซึ่งคำว่าให้ "ยกเสีย" หมายถึงมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้เลย เพราะแม้ศาลจะสั่งรับฟ้องหรือคำร้องขอไว้พิจารณาต่อไป ในที่สุดศาลก็ต้องสั่งยกฟ้องหรือยกคำร้องขอนั้นอยู่ดี เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดแจ้งว่า โจทก์มีอำนาจร้องขอให้บังคับคดีจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2536 แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในวันที่ 14 กันยายน 2547 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์ แม้จะมิได้กล่าวในคำร้องขอว่าเพื่อผู้ร้องจะได้มีอำนาจขอบังคับคดีจำเลยทั้งสองให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมก็ตาม ก็เห็นได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาเพื่อใช้สิทธิบังคับคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไปนั่นเอง การที่ศาลจะสั่งคำร้องขอดังกล่าวของผู้ร้อง จึงจำต้องอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 271 มาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งจะเห็นว่าในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นระยะเวลาเกิน 10 ปีที่โจทก์จะสามารถบังคับคดีจำเลยทั้งสองได้แล้ว ดังนั้นแม้หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิของโจทก์ก็ตาม ในที่สุดศาลก็ต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องอยู่ดี ศาลฎีกาจึงเห็นว่าต้องสั่งยกคำร้องขอดังกล่าว แต่ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการสั่งยกคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (1) นั้น ผู้เขียนไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (1) เป็นการสั่งคำขอที่ยื่นในระหว่างการพิจารณาคดี แต่กรณีการสั่งคำร้องขอในคดีนี้ แม้จะเป็นการสั่งในระหว่างการพิจารณาในชั้นบังคับคดีก็ตาม แต่เป็นการสั่งในเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ทำให้ไม่มีอะไรที่ศาลต้องพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องอีกต่อไป คำสั่งยกคำร้องขอของศาลฎีกาจึงน่าจะเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) มากกว่า ทวี ประจวบลาภ