คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2622/2549 ฉบับเต็ม

#268886
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2622/2549 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์จันทบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทซันนี่พิมพ์ย้อม จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ วรรคห้า การขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำขอ ผู้ขอมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ซึ่งเป็นวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่บัญญัติเป็นลำดับไว้แล้ว คดีนี้ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งห้านำค่าธรรมเนียมศาลมาวาง จำเลยทั้งห้าไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่ แต่ได้ใช้สิทธิทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้าไปแล้ว เช่นนี้จำเลยทั้งห้าจะย้อนไปร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของตนนั้นใหม่อีกหาได้ไม่ เพราะคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,569,270.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 306,396,340.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 220,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19550, 19551 และ 19552 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 12415 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 34 - 326 - 201 - 1086 ถึง 34 - 326 - 201 - 1125 รวม 40 เครื่อง และเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 37 - 326 - 201 - 1980 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 5 บังคับชำระหนี้ตามจำนวนที่ต้องรับผิดแก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้าไม่ยากจน ให้ยกคำร้อง ให้จำเลยทั้งห้านำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาลภายใน 30 วัน จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูก ต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามทางไต่สวนยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งห้าเป็นคนยากจน ไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า หากจำเลยทั้งห้ายังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน จำเลยทั้งห้าต้องยื่นคำร้องภายในเวลาที่ศาลอนุญาตให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาล คือภายในวันที่ 23 กันยายน 2546 (ที่ถูกภายในวันที่ 17 กันยายน 2546) อีกทั้งจำเลยทั้งห้าได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด จำเลยทั้งห้าจะขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีกไม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำขอ ผู้ขอมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ซึ่งเป็นวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาที่บัญญัติเป็นลำดับไว้แล้ว คดีนี้ปรากฏว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งห้านำค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาล จำเลยทั้งห้าไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่ แต่ได้ใช้สิทธิทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้าไปแล้ว เช่นนี้จำเลยทั้งห้าจะย้อนไปร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของตนนั้นใหม่อีกหาได้ไม่ เพราะคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดและยกคำร้องขอของจำเลยทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุภิญโญ ชยารักษ์-สมศักดิ์ เนตรมัย-ประทีป ปิติสันต์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268886
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082024821"
    }
}
date
2549
deka_no
2622/2549
deka_running_no
2622
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ประทีป ปิติสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 156 วรรคสี่ วรรคห้า"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์จันทบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซันนี่พิมพ์ย้อม จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,569,270.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 306,396,340.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 220,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19550, 19551 และ 19552 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 12415 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 34 - 326 - 201 - 1086 ถึง 34 - 326 - 201 - 1125 รวม 40 เครื่อง และเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน 37 - 326 - 201 - 1980 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 5 บังคับชำระหนี้ตามจำนวนที่ต้องรับผิดแก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้าไม่ยากจน ให้ยกคำร้อง ให้จำเลยทั้งห้านำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาลภายใน 30 วัน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูก ต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามทางไต่สวนยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งห้าเป็นคนยากจน ไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้า หากจำเลยทั้งห้ายังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน จำเลยทั้งห้าต้องยื่นคำร้องภายในเวลาที่ศาลอนุญาตให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาล คือภายในวันที่ 23 กันยายน 2546 (ที่ถูกภายในวันที่ 17 กันยายน 2546) อีกทั้งจำเลยทั้งห้าได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด จำเลยทั้งห้าจะขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีกไม่ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำขอ ผู้ขอมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นว่านี้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ซึ่งเป็นวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาที่บัญญัติเป็นลำดับไว้แล้ว คดีนี้ปรากฏว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าแล้ว ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งห้านำค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาล จำเลยทั้งห้าไม่ได้ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่ แต่ได้ใช้สิทธิทำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งห้าไปแล้ว เช่นนี้จำเลยทั้งห้าจะย้อนไปร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของตนนั้นใหม่อีกหาได้ไม่ เพราะคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดและยกคำร้องขอของจำเลยทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000756.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549