คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2549 ฉบับเต็ม

#268899
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2549 นายสุพัฒน์ พินธุโสภณ โจทก์ นายเดชา จำรัสวุฒิกุล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม, มาตรา 201 (เดิม), มาตรา 202 (ใหม่) ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วยเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย หาใช่ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 248,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 24,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 4296 และให้จำเลยชำระค่าเช่าเป็นเงินจำนวน 8,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารดังกล่าวคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มและนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความยกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบเพราะศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความแล้วจึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ตามอุทธรณ์คำสั่งจำเลยอีกแม้จำเลยจะกล่าวอ้างปัญหาดังกล่าวมาในอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยก็เป็นอุทธรณ์นอกเหนือจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าและโจทก์ยังไม่ได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยก็ดี ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายฎีกาโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอยู่เพียงประการเดียว เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยสำหรับข้อกฎหมายที่ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไป โดยไม่จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วยเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย หาใช่ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความดังที่จำเลยเข้าใจไม่ อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีโดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยเสียเกินมาจำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268899
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023736"
    }
}
date
2549
deka_no
3778/2549
deka_running_no
3778
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม",
            "ม. 201 (เดิม)",
            "ม. 202 (ใหม่)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุพัฒน์ พินธุโสภณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเดชา จำรัสวุฒิกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากอาคารที่เช่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 248,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 24,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 4296 และให้จำเลยชำระค่าเช่าเป็นเงินจำนวน 8,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารดังกล่าวคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มและนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความยกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบเพราะศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยออกจากสารบบความแล้วจึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ตามอุทธรณ์คำสั่งจำเลยอีกแม้จำเลยจะกล่าวอ้างปัญหาดังกล่าวมาในอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยก็เป็นอุทธรณ์นอกเหนือจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินมัดจำจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าและโจทก์ยังไม่ได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยก็ดี ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายฎีกาโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอยู่เพียงประการเดียว เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยสำหรับข้อกฎหมายที่ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไป โดยไม่จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาย่อมถือได้ว่าจำเลยขาดนัดทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลยและที่เป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วยเมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไปจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งได้ขอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 (เดิม) แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาคดีในส่วนฟ้องแย้งจึงชอบด้วยกฎหมาย หาใช่ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความดังที่จำเลยเข้าใจไม่

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีโดยมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยเสียเกินมาจำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 50 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000746.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549